ยาแอมโลดิพีน (Amlodipine)
ยาแอมโลดิพีนเป็นยาลดความดันโลหิตในกลุ่ม dihydropyridine calcium channel blocker (DHP-CCB) ที่มีระยะครึ่งชีวิตยาวประมาณ 30–50 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมความดันโลหิตได้ตลอด 24 ชั่วโมงด้วยการรับประทานเพียงวันละครั้ง ยานี้ถูกบรรจุอยู่ในบัญชียาจำเป็นขององค์การอนามัยโลก (WHO Essential Medicines) และอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติของประเทศไทย
เนื่องจากยาแอมโลดิพีนพ้นอายุสิทธิบัตรแล้ว ราคาจึงลดลงมาก ทำให้ได้รับความนิยมใช้ในวงกว้าง ปัจจุบันมีการพัฒนายาผสม (fixed-dose combination) ร่วมกับยาลดความดันโลหิตกลุ่มอื่น หรือยาลดไขมันในเลือด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและความสะดวกในการรับประทานยา ส่งผลให้มีชื่อการค้าหลากหลายตามสัดส่วนของตัวยา เช่น
- Caduet® = Amlodipine/atorvastatin ขนาด 2.5/10 mg, 2.5/20 mg, 2.5/40 mg, 5/10 mg, 5/20 mg, 5/40 mg, 5/80 mg, 10/10 mg, 10/20 mg, 10,40 mg, 10/80 mg
- Tekamlo® = Amlodipine/aliskiren ขนาด 5/150 mg, 10/150 mg, 5/300 mg, 10/300 mg
- Amturnide® = Amlodipine/aliskiren/hydrochlorothiazide ขนาด 5/150/12.5 mg, 5/300/12.5 mg, 5/300/25 mg, 10/300/12.5 mg, 10/300/25 mg
- Lotrel® = Amlodipine/benazepril ขนาด 2.5/10 mg, 5/10 mg, 5/20 mg, 5/40 mg, 10/20 mg, 10/40 mg
- Azor® = Amlodipine/olmesartan ขนาด 5/40 mg, 10/20 mg, 10/40 mg, 10/20 mg, 10/40 mg, 10/20 mg
- Tribenzor® = Amlodipine/olmesartan/hydrochlorothiazide ขนาด 20/5/12.5 mg, 40/5/12.5 mg, 40/5/25 mg, 40/10/12.5 mg, 40/10/25 mg, 20/5/12.5 mg, 40/10/12.5 mg, 40/10/25 mg, 20/5/12.5 mg
- Prestalia® = Amlodipine/perindopril ขนาด 2.5/3.5 mg, 5/7 mg, 10/14 mg
- Exforge® = Amlodipine/valsartan ขนาด 5/160 mg, 10/160 mg, 5/320 mg, and 10/320 mg
- Exforge HCT® = Amlodipine/valsartan/
hydrochlorothiazide ขนาด 5/160/12.5 mg, 10/160/12.5 mg, 5/160/25 mg, 10/160/25 mg, 10/320/25 mg
- Twynsta® = Amlodipine/telmisartan ขนาด 5/40 mg, 10/40 mg, 5/80 mg, 10/80 mg
การใช้ยาผสมเหล่านี้จำเป็นต้องตรวจสอบสัดส่วนของตัวยาแต่ละชนิดให้รอบคอบทุกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในการรับประทานยาหรือการซื้อยาครั้งต่อไป
ที่มาและการออกฤทธิ์:
ยาแอมโลดิพีนได้รับการพัฒนามาจากยาไนเฟดิพีน โดยมีการปรับโครงสร้างทางเคมีเพียงเล็กน้อย แต่ส่งผลให้ระยะเวลาออกฤทธิ์ยาวนานขึ้นอย่างชัดเจน กลไกการออกฤทธิ์ของยาคือการยับยั้งการไหลผ่านของแคลเซียมเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือดแดงส่วนปลาย รวมถึงหลอดเลือดแดงโคโรนารีที่ไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้หลอดเลือดคลายตัว ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง และช่วยบรรเทาอาการเจ็บแน่นหน้าอกขณะออกแรงในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
ยาแอมโลดิพีนดูดซึมได้ดีจากทางเดินอาหาร โดยอาหารไม่มีผลต่อการดูดซึม ระดับยาในเลือดจะขึ้นสูงสุดประมาณ 8 ชั่วโมงหลังรับประทาน ยาจับกับโปรตีนในเลือดประมาณ 93% ทำให้มีระยะครึ่งชีวิตยาว ยาถูกเปลี่ยนแปลงที่ตับให้เป็นสารที่ไม่มีฤทธิ์ และขับออกทางไต ระดับยาจะคงที่ในเลือดหลังรับประทานต่อเนื่องประมาณ 7–8 วัน ดังนั้นการปรับขนาดยาควรเว้นระยะอย่างน้อย 1–2 สัปดาห์เพื่อประเมินผลการรักษาอย่างเหมาะสม
ผู้ป่วยโรคไตไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา แต่ผู้ป่วยโรคตับควรเริ่มใช้ยาขนาดต่ำ หรือรับประทานวันเว้นวัน หากสามารถเลือกใช้ยาชนิดอื่นได้ควรพิจารณาหลีกเลี่ยง ยาแอมโลดิพีนไม่เหมาะสำหรับหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี เนื่องจากพบพิษต่อตัวอ่อนในสัตว์ทดลอง ยาสามารถผ่านสู่น้ำนม และยังขาดข้อมูลความปลอดภัยในเด็กเล็ก
การใช้ยาที่เหมาะสม
- ใช้ลดความดันโลหิตในโรคความดันโลหิตสูง
ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่คือ 2.5–10 mg วันละครั้ง โดยปรับขนาดยาครั้งละ 2.5 mg ทุก 7–10 วัน ผู้สูงอายุควรเริ่มที่ 2.5 mg ส่วนผู้ใหญ่อายุ 20–60 ปีที่มีความดันค่อนข้างสูงสามารถเริ่มที่ 5 mg
เด็กอายุ 6–17 ปี ใช้ขนาด 0.05–0.30 mg/kg/วัน วันละครั้ง ขนาดสูงสุดไม่เกิน 10 mg/วัน
ในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ยังไม่มีข้อมูลยืนยันด้านประสิทธิผลและความปลอดภัย แม้กุมารแพทย์บางรายอาจใช้ในขนาด 0.05–0.20 mg/วัน แบ่งให้วันละ 1–2 ครั้ง แต่ไม่ควรเกิน 10 mg/วัน และไม่แนะนำให้ใช้ในทารก
- ใช้รักษาโรคหลอดเลือดหัวใจที่มีอาการแน่นอกเรื้อรัง (ร่วมกับยาอื่น)
เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการแน่นอกจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบแบบคงที่ (chronic stable angina) ซึ่งยังไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดหรือขยายหลอดเลือด รวมถึงผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บอกจากหลอดเลือดหัวใจหดตัวเป็นพัก ๆ (vasospastic angina)
ขนาดยาที่ใช้คือ 5–10 mg วันละครั้ง
ยาแอมโลดิพีนสามารถรับประทานได้ก่อน พร้อม หรือหลังอาหาร เนื่องจากอาหารไม่ส่งผลต่อการดูดซึมของยา
** ผู้ป่วยโรคตับควรใช้ไม่เกินวันละ 5 mg
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
- ผลข้างเคียงที่พบได้ > 10% ได้แก่ อาการบวม โดยเฉพาะบริเวณข้อเท้า และอาการที่สัมพันธ์กับขนาดยา เช่น หน้าแดง ใจสั่น เวียนศีรษะ
- ผลข้างเคียงที่พบได้ 1-10% ได้แก่ อ่อนล้า ง่วงซึม ผื่นผิวหนัง คัน และน้ำท่วมปอด (พบได้ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว)
- ผลข้างเคียงที่พบได้ < 1% ได้แก่ หัวใจเต้นช้า ความดันโลหิตต่ำขณะเปลี่ยนท่า ค่าเอนไซม์ตับสูง เม็ดเลือดขาวต่ำ เกร็ดเลือดต่ำ และเหงือกบวม
อาการบวมเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยของยากลุ่มปิดกั้นช่องแคลเซียม โดยมักบวมตึงบริเวณข้อเท้า รอบตาตุ่ม ไม่เจ็บ และกดไม่บุ๋ม ระดับความบวมสัมพันธ์กับขนาดยา และมักอยู่ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง มีผู้ป่วยน้อยกว่า 1% ที่จำเป็นต้องหยุดยา อาการบวมนี้เกิดจากการขยายตัวของหลอดเลือดแดงขนาดเล็ก ไม่ใช่จากการคั่งของโซเดียมและน้ำ จึงไม่ตอบสนองต่อยาขับปัสสาวะ และไม่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม
นอกจากนี้ควรระวังการใช้กลุ่มยาปิดกั้นช่องแคลเซียมในผู้ป่วยที่มี
- ภาวะกรดไหลย้อน เพราะยากลุ่มนี้มีฤทธิ์คลายหูรูดส่วนล่างของหลอดอาหาร ทำให้กรดในกระเพาะไหลย้อนกลับขึ้นมาได้ง่ายขึ้น
- หัวใจเต้นช้ามาก เพราะอาจทำให้หัวใจเต้นช้าลงอีก
- ลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบขั้นรุนแรง (severe aortic stenosis) เพราะยาอาจขยายหลอดเลือดจนเกิดรีเฟล็กซ์หัวใจเต้นเร็ว หรือยาอาจกดการทำงานของหัวใจมากเกินไป ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ทำให้ภาวะลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบขั้นรุนแรงมีอาการแย่งลง
ปฏิกิริยาระหว่างยา
เนื่องจากยาถูกสลายที่ตับด้วยเอ็นไซม์ cytochrome P450 จึงมีปฏิกิริยากับยาหลายชนิด
- ระดับยาในเลือดลดลงเมื่อใช้ร่วมกับ Rifampicin, Carbamazepine, Barbiturate, Phenytoin, ใบแปะก๊วย และโสม
- ระดับยาในเลือดเพิ่มขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับยาฆ่าเชื้อรากลุ่ม Azoles, Cyclosporin, Protease inhibitors, Simvastatin, INH และ Clarithromycin
ประสิทธิภาพของยาจะลดลงเมื่อใช้ร่วมกับ NSAIDs, แอสไพรินขนาดสูง (≥ 300 mg), Melatonin และยาคุมกำเนิดที่มี Estrogen
ประสิทธิภาพของยาจะเพิ่มขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับ MAOIs, ยาสลบ และยากลุ่มปิดตัวรับเบตา
** ห้ามใช้ยาแอมโลดิพีนร่วมกับ Simvastatin ขนาดเกิน 20 mg เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย (Rhabdomyolysis)
สรุป
ยาแอมโลดิพีนเป็นยาลดความดันโลหิตที่มีประสิทธิภาพสูง ออกฤทธิ์ยาว รับประทานวันละครั้ง เหมาะสำหรับการรักษาโรคความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดหัวใจบางชนิด จุดเด่นของยาคือความสะดวกในการใช้ ราคาย่อมเยา และสามารถใช้ร่วมกับยากลุ่มอื่นได้หลากหลาย อย่างไรก็ตาม การใช้ยาควรคำนึงถึงขนาดยาที่เหมาะสม ภาวะโรคร่วม ผลข้างเคียง และปฏิกิริยาระหว่างยา โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคตับ ผู้สูงอายุ และผู้ที่ใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด