ยาป้องกันและรักษาไข้หวัดใหญ่ (Anti-influenza)

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่แพร่กระจายได้ง่ายและรวดเร็ว ปัจจุบันถือเป็นโรคติดต่อสำคัญระดับโลก แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถหายเองได้ แต่ในช่วงที่มีการระบาดของทุกปีมักพบผู้ป่วยที่เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและมีผู้เสียชีวิตอยู่เสมอ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงบางกลุ่ม ยาต้านไวรัสรุ่นแรก เช่น Amantadine และ Rimantadine ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งการลอกเปลือกของเชื้อไวรัส Influenza A พบว่ามีอัตราการดื้อยาสูงมากในปัจจุบัน ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา (CDC; Center for Disease Control and Prevention) จึงแนะนำให้ใช้ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ neuraminidase ของไวรัสเป็นยาหลัก เนื่องจากสามารถออกฤทธิ์ต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ทั้งสายพันธุ์ A และ B

ยากลุ่ม neuraminidase inhibitors แนะนำให้ใช้เป็นหลักในประชาชนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากไข้หวัดใหญ่ ได้แก่

  • เด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี
  • ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่เป็นโรคหอบหืด โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต โรคเลือด โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคทางระบบประสาท อัมพฤกษ์อัมพาต โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง และผู้ที่มีภาวะพิการทางสมอง
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ติดเชื้อเอดส์
  • หญิงตั้งครรภ์จนถึงหลังคลอด 2 สัปดาห์
  • เด็กอายุต่ำกว่า 19 ปีที่ต้องใช้ยาแอสไพรินเป็นประจำ
  • ผู้ที่พักอาศัยในศูนย์คนชราหรือศูนย์ดูแลคนพิการ

บุคคลในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวสามารถใช้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ทั้งเพื่อการรักษาเมื่อเริ่มมีอาการ และเพื่อการป้องกันในช่วงที่มีการระบาด แม้ยังไม่มีอาการของโรค โดยควรพิจารณาชั่งน้ำหนักระหว่างความรุนแรงของโรคหรือความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ กับโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากยา สำหรับบุคคลทั่วไป หากมีอาการรุนแรงและตรวจยืนยันว่าติดเชื้อ Influenza จริง ก็ควรได้รับการรักษาด้วยยาเช่นกัน ทั้งนี้ประสิทธิภาพของยาจะช่วยลดระยะเวลาของโรคได้ชัดเจนเมื่อเริ่มให้ยาภายใน 48 ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการ



Anti-influenza A & Bวิธีการใช้ผลข้างเคียง / ข้อควรระวัง
Oseltamivir (Tamiflu®)
  • แคปซูล ขนาด 30, 45, 75 mg
  • ยาน้ำ ขนาด 6 mg/mL
การรักษา: ให้รับประทานวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ติดต่อกัน 5 วัน
- เด็กอายุ 2 สัปดาห์ - 1 ปี ใช้ครั้งละ 3 mg/kg
- เด็กอายุ 1-12 ปี ใช้ขนาดต่อครั้งตามกลุ่มน้ำหนัก
  • < 15 kg ใช้ 30 mg
  • 15.1-23 kg ใช้ 45 mg
  • 23.1-40 kg ใช้ 60 mg
  • > 40 kg ใช้ 75 mg
- ผู้ที่อายุ 13 ปีขึ้นไป ใช้ครั้งละ 75 mg
การป้องกัน: ให้รับประทานวันละครั้งเดียว ติดต่อกัน 10 วัน ไม่แนะนำให้ใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี กลุ่มอายุอื่น ๆ ใช้ขนาดยาต่อครั้งเช่นเดียวกับการรักษา
ผลข้างเคียง: อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ผื่นขึ้น
ข้อควรระวัง: มีรายงานในประเทศญี่ปุ่นว่าผู้ป่วยบางรายเกิดอาการสับสน คลุ้มคลั่ง หรือทำร้ายตนเองหลังใช้ยา ซึ่งอาการมักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว
Zanamivir (Relenza®)
  • ผงสำหรับสูดเข้าทางปาก (ขนาด 5 mg ต่อการสูด 1 ครั้ง)
การรักษา: ใช้ในผู้ที่มีอายุ 7 ปีขึ้นไป โดยสูดยา 2 ครั้ง (รวม 10 mg) วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ติดต่อกัน 5 วัน
การป้องกัน: ใช้ในผู้ที่มีอายุ 5 ปีขึ้นไป โดยสูดยา 2 ครั้ง (10 mg) วันละครั้ง ติดต่อกัน 5 วัน
ผลข้างเคียง: อาจเกิดอาการแพ้ เช่น หน้าบวม คอหอยบวม รวมถึงท้องเสีย คลื่นไส้ ไอ หลอดลมอักเสบ ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ และการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนในหู คอ จมูก
ข้อควรระวัง: - ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยโรคหอบหืดหรือโรคถุงลมโป่งพอง
- ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้โปรตีนจากนม
Peramivir (Rapivab®)
  • ยาฉีด ขนาด 600 mg/ขวด
การรักษา: ใช้เฉพาะในผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป โดยให้ขนาด 600 mg หยดเข้าทางหลอดเลือดดำอย่างช้า ๆ ภายใน 15-30 นาที เพียงครั้งเดียว (ผู้ป่วยโรคไตวายจำเป็นต้องปรับขนาดยาตามคำแนะนำในเอกสารกำกับยา)
การป้องกัน: ไม่มีข้อบ่งใช้เพื่อการป้องกัน
ผลข้างเคียง: อาจเกิดอาการท้องเสีย และผิวหนังลอกอย่างรุนแรงในบางราย
ข้อควรระวัง: มีรายงานการเกิดอาการทางจิตประสาทชั่วคราว เช่น สับสนหรือคลุ้มคลั่ง หลังได้รับยา โดยพบรายงานส่วนใหญ่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น

สรุป

ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ในปัจจุบันมุ่งเน้นที่ยากลุ่ม neuraminidase inhibitors ซึ่งสามารถออกฤทธิ์ได้ทั้งต่อเชื้อ Influenza A และ B การใช้ยาจะให้ประโยชน์สูงสุดเมื่อเริ่มรักษาเร็วภายใน 48 ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการ และมีความสำคัญอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรง นอกจากการใช้ยาอย่างเหมาะสมแล้ว การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ การดูแลสุขอนามัย และการเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการลดความรุนแรงของโรคและการเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ในระดับประชากร