กลุ่มยาลดความดันโลหิต (Antihypertensives)

โรคความดันโลหิตสูงเป็นหนึ่งใน "โรคเงียบ" ที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่แฝงด้วยความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาการแรกที่พบอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตจากโรคหัวใจ หรือเกิดความพิการถาวรจากเส้นเลือดสมองแตก วงการแพทย์ทั่วโลกมีข้อสรุปร่วมกันว่า การรักษาโรคความดันโลหิตสูงตั้งแต่ระยะที่ยังไม่แสดงอาการ ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตร่วมกับการใช้ยาควบคุมความดันโลหิตเมื่อจำเป็น เป็นแนวทางที่คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากที่สุด เนื่องจากสามารถลดความเสี่ยงของภาวะหัวใจล้มเหลว อัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวายเรื้อรัง และภาวะหลอดเลือดแข็ง ตีบ เปราะ ซึ่งล้วนเป็นผลระยะยาวจากความดันโลหิตสูงเรื้อรัง และมีต้นทุนการดูแลรักษาสูงกว่าการควบคุมความดันให้เป็นปกติอย่างสม่ำเสมอในชีวิตประจำวันอย่างมาก

ประสิทธิภาพของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง

วิธีการประสิทธิภาพของการลดระดับความดันโลหิต
ลดน้ำหนักในผู้ที่มี BMI > 25 กก./ม.2น้ำหนักลดลงทุก 1 กก. ช่วยลดความดันค่าบนได้เฉลี่ยประมาณ 1 มม.ปรอท และหากลดได้รวม 10 กก. สามารถลดความดันค่าบนได้เฉลี่ย 5–20 มม.ปรอท
การรับประทานอาหารแบบเน้นผัก ผลไม้ และธัญพืชลดความดันค่าบนได้ 8-14 มม.ปรอท
การจำกัดเกลือในอาหารน้อยกว่า 2,300 มก. ต่อวัน (เกลือ/ผงชูรสไม่เกินวันละ 5 ช้อนชา น้ำปลา/ซีอิ๊วไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา)ลดความดันค่าบนได้ 2-8 มม.ปรอท
การออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอ วันละ 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วันความดันค่าบนลดลงเฉลี่ย 4 มม.ปรอท ความดันค่าล่างลดลงเฉลี่ย 2.5 มม.ปรอท
การลดการดื่มแอลกอฮอล์ลดความดันค่าบนได้ 2-4 มม.ปรอท
การหยุดสูบบุหรี่ไม่ทำให้ความดันลดโดยตรง แต่ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างมีนัยสำคัญ

ในผู้ที่มีค่าความดันโลหิตเริ่มต้นค่อนข้างสูง แพทย์มักเริ่มการรักษาด้วยยาไปพร้อมกับการปรับพฤติกรรมทันที แต่ในกรณีที่ความดันเริ่มต้นไม่สูงมาก เช่น ความดันค่าบน 120–139 มม.ปรอท และ/หรือค่าล่าง 80–89 มม.ปรอท จากการวัดซ้ำหลายวัน อาจเริ่มต้นด้วยการปรับพฤติกรรมก่อนประมาณ 2–4 สัปดาห์ หากยังไม่สามารถควบคุมให้ต่ำกว่า 130/80 มม.ปรอท จึงพิจารณาเริ่มการใช้ยา



ชนิดของยาลดความดันโลหิต

ยาลดความดันโลหิตสามารถแบ่งออกเป็น 10 กลุ่มหลัก โดยบางกลุ่มมีการพัฒนาเป็นกลุ่มย่อยเพิ่มเติมตามความก้าวหน้าทางเภสัชวิทยา ดังนี้

  1. กลุ่มยาขับปัสสาวะ (Diuretics) ออกฤทธิ์ขับน้ำออกจากร่างกายทางปัสสาวะ กลุ่ม Thiazide และ Loop diuretics อาจทำให้สูญเสียเกลือแร่โดยเฉพาะโพแทสเซียม ส่งผลให้เกิดอาการอ่อนเพลีย จึงมีการพัฒนายากลุ่ม K-sparing diuretics และกลุ่มต้าน Aldosterone (Mineralocorticoid receptor antagonists, MRAs) ซึ่งช่วยขับน้ำโดยไม่ขับโพแทสเซียม เหมาะกับผู้ที่มีภาวะน้ำเกิน เช่น ผู้ป่วยไตเสื่อม หัวใจล้มเหลว หรือภาวะหัวใจโต
  2. กลุ่มยาต้านเอซ (ACEIs) ยับยั้งเอนไซม์ที่เปลี่ยน Angiotensin I เป็น Angiotensin II ทำให้หลอดเลือดไม่หดตัวมากเกินไป ลดการหลั่ง Aldosterone และช่วยให้ไตขับน้ำและเกลือได้ดีขึ้น แต่มีผลข้างเคียงสำคัญคืออาการไอเรื้อรังในผู้ป่วยบางราย
  3. กลุ่มยาต้านแองจิโอเทนซิน (ARBs) ยับยั้งตัวรับ Angiotensin II โดยตรง ให้ผลลดความดันเช่นเดียวกับ ACEIs แต่ไม่ทำให้เกิดอาการไอ
  4. กลุ่มยาต้านเรนิน (Direct Renin Inhibitors, DRIs) ยับยั้งเอนไซม์เรนินโดยตรง ปัจจุบันมียาหลักคือ Aliskiren
  5. กลุ่มยาปิดกั้นช่องแคลเซียม (Calcium Channel Blockers, CCBs) ยับยั้งการเข้าสู่เซลล์ของแคลเซียม ทำให้หัวใจบีบตัวเบาลง เต้นช้าลง และหลอดเลือดขยาย แบ่งเป็น Dihydropyridines และ non-DHP
  6. กลุ่มยาเปิดช่องโพแทสเซียม (Potassium Channel Openers, PCOs) ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อหลอดเลือดคลายตัว ลดความต้านทานหลอดเลือดส่วนปลาย แต่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นแบบรีเฟล็กซ์
  7. กลุ่มยาปิดตัวรับเบตา (β-blockers) ลดอัตราการเต้นและแรงบีบตัวของหัวใจ อาจกระตุ้นอาการหอบในผู้ป่วยหืด แต่มีการพัฒนายาแบบ cardioselective β1-blockers เพื่อลดผลข้างเคียง
  8. กลุ่มยาปิดตัวรับอัลฟา (α-blockers) ลดความดันจากการขยายหลอดเลือด แต่ทำให้หัวใจเต้นเร็วและใจสั่น ไม่นิยมใช้เป็นยาหลัก แต่มีประโยชน์ในผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต
  9. กลุ่มยาสลายสารสื่อประสาท (Central sympatholytics) เป็นยารุ่นเก่า เช่น Methyldopa, Reserpine, Clonidine ปัจจุบันใช้น้อยลง
  10. กลุ่มยาขยายหลอดเลือด (Peripheral vasodilators) ขยายหลอดเลือดโดยตรง อาจเกิดความดันตกเมื่อลุกยืน เช่น Hydralazine, Minoxidil และกลุ่ม Nitrates

โดยทั่วไป ยากลุ่มที่ 1–3 และกลุ่มที่ 5 ถือเป็นยาหลักลำดับแรกในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง ส่วนกลุ่มอื่นมักใช้เสริมในกรณีเฉพาะตามสภาวะของผู้ป่วย



การเลือกกลุ่มยาที่เหมาะสม

ยาลดความดันโลหิตทุกกลุ่มจัดเป็นยาอันตราย ควรให้แพทย์เป็นผู้เริ่มต้นเลือกให้ โดยแต่ละกลุ่มมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยในสภาวะต่าง ๆ กันดังนี้

สภาวะของผู้ป่วยกลุ่มยาที่เหมาะสม
มีหัวใจห้องล่างซ้ายโต (LVH) แต่ยังไม่มีอาการผิดปกติACEIs, CCBs, ARBs
มีหลอดเลือดแดงใหญ่แข็ง (Atherosclerosis) แต่ยังไม่มีอาการCCBs, ACEIs
มีไมโครอัลบูมินออกมาในปัสสาวะ (30-300 มก./กรัม) แต่ยังไม่มีอาการผิดปกติACEIs, ARBs
มีไตเสื่อมแต่ยังไม่มีอาการผิดปกติACEIs, ARBs
มีหรือเคยมีอัมพาตครึ่งซีกACEIs, ยาขับปัสสาวะกลุ่ม Thiazide
เคยมีกล้ามเนื้อหัวใจตายBBs, ACEIs, ARBs
มีอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Angina pectoris)BBs, CCBs
มีหัวใจล้มเหลวยาขับปัสสาวะ, BBs (เฉพาะที่รับรองให้ใช้ในภาวะหัวใจล้มเหลว), ACEIs, ARBs
มีหลอดเลือดแดงเอออร์ตาโป่งพอง (Aortic aneurysm)BBs
มีหัวใจเต้นผิดปกติชนิด (Atrial fibrillation) ที่อัตราเต้นยังไม่เกิน 100 ครั้ง/นาทีARBs, ACEIs, BBs, ยาขับปัสสาวะกลุ่ม MRAs
มีหัวใจเต้นผิดปกติชนิด (Atrial fibrillation) ที่อัตราเต้นเกิน 100 ครั้ง/นาทีBBs, CCBs กลุ่ม non–DHP
มีโรคไตที่อัลบูมินในปัสสาวะมากกว่า 300 มก./กรัมACEIs, ARBs
มีโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน (Peripheral artery disease)ACEIs, CCBs
มีความดันค่าบนสูงอย่างเดียว (มักพบในคนสูงอายุ)Diuretics, CCBs
มีกลุ่มอาการทางเมตะบอลิก (Metabolic syndrome) ได้แก่ ภาวะอ้วน น้ำตาลในเลือดสูง ไขมันในเลือดสูงร่วมด้วยACEIs, ARBs, CCBs
เป็นโรคเบาหวานACEIs, ARBs, CCBs
เป็นโรคกระดูกพรุนยาขับปัสสาวะกลุ่ม Thiazide, CCBs
เป็นโรคหอบหืดยาขับปัสสาวะ, CCBs, ACEIs, ARBs
เป็นโรคไตวายเรื้อรังยาขับปัสสาวะกลุ่ม Loop diuretics, CCBs
มีต่อมลูกหมากโตAlpha-blockers
สตรีตั้งครรภ์Methyldopa, BBs, CCBs

ในผู้ป่วยที่มีความดันเริ่มต้นสูงมาก แพทย์มักเลือกใช้ยาร่วมกัน 2–3 กลุ่ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดผลข้างเคียงจากการใช้ยาเดี่ยวขนาดสูง บางกรณีอาจใช้ยาสูตรผสมเพื่อความสะดวกในการรับประทาน ผู้ป่วยควรศึกษาข้อมูลยา ข้อควรระวัง และปฏิกิริยาระหว่างยาอย่างรอบคอบเสมอ

ข้อควรระวังสำหรับยากลุ่มต่าง ๆ

ยาลดความดันโลหิตแต่ละกลุ่มก็มีข้อห้ามใช้หรือข้อควรระวังในภาวะต่าง ๆ ตามผลเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการออกฤทธิ์ของมัน ดังนี้

กลุ่มยาข้อห้าม/ข้อควรระวัง
ACEIs, ARBs, DRI- สตรีตั้งครรภ์
- หลอดเลือดแดงที่ไตตีบ 2 ข้าง หรือตีบข้างเดียวในกรณีที่มีไตข้างเดียว
- ระดับโพแทสเซียมในเลือด > 5.5 มิลลิโมล/ลิตร
- ไตเสื่อมเร็ว (eGFR ลดลงมากกว่าร้อยละ 30 ภายใน 4 เดือน)
BBs- AV block (grade 2 หรือ 3)
- โรคหอบหืด
- โรคหลอดลมอุดตัน
- โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย
- ยากลุ่มนี้อาจทำให้ไขมันในเลือดผิดปกติ
CCBs กลุ่ม non-DHP- AV block (grade 2 หรือ 3)
- ภาวะหัวใจล้มเหลว
ยาขับปัสสาวะ- โรคเก๊าท์
- ภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ
- ยากลุ่มนี้อาจทำให้ไขมันในเลือดผิดปกติ
Alpha-blockers- ภาวะหัวใจล้มเหลว
- Orthostatic hypotension
Methyldopaตับอักเสบ
Reserpine- โรคซึมเศร้า
- มีแผลในกระเพาะ
Clonidineอาการที่เกิดจากการหยุดยาฉับพลัน (withdrawal syndrome)


ปฏิกิริยาระหว่างยาอื่นกันยาลดความดัน

ยาลดความดันโลหิตเป็นยาที่ต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำในชีวิตประจำวัน จึงพบได้บ่อยว่าผู้ป่วยอาจได้รับยาหรือสารอื่นเพิ่มเติมเป็นครั้งคราว ไม่ว่าจะเป็นยารักษาโรคอื่น อาหารเสริม สมุนไพร หรือเครื่องดื่มบางชนิด แม้ปฏิกิริยาระหว่างยาส่วนใหญ่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงในทันที แต่บางกรณีอาจทำให้ฤทธิ์ยาลดลง เพิ่มผลข้างเคียง หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้ ดังนั้น หากสามารถหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกันได้ ก็จะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

ตารางต่อไปนี้แสดงตัวอย่างปฏิกิริยาระหว่างยาลดความดันโลหิตด้วยกันเอง ระหว่างยาลดความดันกับยาอื่น หรือสารต่าง ๆ พร้อมผลที่อาจเกิดขึ้น

ยาลดความดันโลหิตมีปฏิกิริยากับผลที่เกิดขึ้น
กลุ่ม BBsยาลดความดันกลุ่ม CCBs ชนิด non-DHP (Verapamil, Diltiazem)เสริมฤทธิ์กันในการยับยั้งการนำไฟฟ้าของหัวใจ เสี่ยงต่อการเกิด A-V block
ยารักษาเบาหวานกดอาการเตือนของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้ตัวเมื่อเกิด hypoglycemia
ยาขยายหลอดลมสลายฤทธิ์ของยาขยายหลอดลม ทำให้ควบคุมอาการหอบหืดได้แย่ลง
ยากระตุ้นหัวใจและพยุงความดันโลหิต Dobutamineสลายฤทธิ์ของยา Dobutamine
ยาขับปัสสาวะกลุ่ม Thiazideยากระตุ้นหัวใจ Digoxinเพิ่มความเสี่ยงต่อพิษของยา Digoxin จากภาวะโพแทสเซียมต่ำที่เกิดจากยาขับปัสสาวะ
Lithium ionsไตขับ Lithium ลดลง ทำให้เกิดการคั่งและพิษของ Lithium ในร่างกาย
ยากลุ่ม Alpha-blockersยา Noradrenalineลดฤทธิ์ของยา Noradrenaline
ยากลุ่ม CCBs ชนิด non-DHP (Verapamil, Diltiazem)ยาลดความดันกลุ่ม BBsเสริมฤทธิ์กันยับยั้งการนำไฟฟ้าหัวใจ เสี่ยงต่อการเกิด A-V block
ยา Digoxinเพิ่มความเสี่ยงต่อพิษของยา Digoxin
ยารักษาโรคเอดส์กลุ่ม Protease inhibitorsลดการสลายยาที่ตับ ทำให้เกิดการสะสมของยาลดความดันกลุ่มนี้ในร่างกาย
ยารักษาโรคกระเพาะ Cimetidineลดการสลายยาที่ตับ ทำให้เกิดการสะสมของยาลดความดันกลุ่มนี้
ยากลุ่ม CCBs ชนิด Dihydropyridineยาลดความดันกลุ่ม BBsช่วยลดอาการใจสั่นจากยา CCBs ชนิด Dihydropyridine (เป็นผลดีทางคลินิก)
ยาลดความดัน Felodipine (กลุ่ม CCBs)น้ำส้มคั้นยับยั้งเอ็นไซม์ Cytochrome P450 ทำให้เกิดการสะสมของยา Felodipine ในร่างกาย
ยากลุ่ม ACEIsยาขับปัสสาวะกลุ่ม Thiazideเสริมฤทธิ์กันในการลดความดันโลหิต
ยาขับปัสสาวะกลุ่ม K-sparingเสี่ยงเกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง (Hyperkalemia)
ยาต้านอักเสบกลุ่ม NSAIDs รวมทั้งแอสไพรินขนาดสูงทำให้เกิดการคั่งของโซเดียมและน้ำ ลดฤทธิ์ของยาลดความดัน
Lithium ionsไตขับ Lithium ลดลง เกิดการคั่งและพิษของ Lithium
ยากลุ่ม Centrally actingยาที่มีฤทธิ์กดประสาททุกชนิด (ยาแก้แพ้ ยาคลายเครียด ยานอนหลับ ยาต้านซึมเศร้า ยากันชัก ยารักษาโรคจิต ฯลฯ) รวมทั้งแอลกอฮอล์เสริมฤทธิ์กัน ทำให้ง่วง อ่อนเพลีย และซึมมากขึ้น
ยา Methyldopaธาตุเหล็กลดการดูดซึมของยา Methyldopa ทำให้ประสิทธิภาพในการลดความดันลดลง
ยา Clonidineยาต้านซึมเศร้าชนิด TCAsต้านฤทธิ์ของยาลดความดัน ทำให้ควบคุมความดันได้ยากขึ้น

การติดตามระดับความดันโลหิตด้วยตนเองที่บ้าน

เครื่องวัดความดันโลหิตแบบดิจิทัลในปัจจุบันมีราคาที่เข้าถึงได้ง่าย และควรมีติดบ้านเช่นเดียวกับปรอทวัดไข้ การวัดความดันเป็นสัญญาณชีพสำคัญในการประเมินสุขภาพ โดยเฉพาะในผู้ที่รับประทานยาลดความดัน ค่าเฉลี่ยที่วัดได้ที่บ้านมักสะท้อนสภาพจริงของร่างกายมากกว่าการวัดในสถานพยาบาล ซึ่งมักพบค่าสูงจากความเครียด การมีข้อมูลจากการวัดที่บ้านจะช่วยให้แพทย์ปรับการรักษาได้แม่นยำยิ่งขึ้น

เป้าหมายระดับความดันโลหิตเมื่อรักษาโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่

  • ผู้ป่วยทั่วไป: ไม่เกิน 140/90 มม.ปรอท
  • ผู้ป่วยอายุน้อย, เบาหวาน, โรคไตเรื้อรัง, หลังกล้ามเนื้อหัวใจตาย, หลังอัมพฤกษ์/อัมพาต: ไม่เกิน 130/80 มม.ปรอท
  • ผู้สูงอายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป: ไม่เกิน 150/90 มม.ปรอท

สรุป

โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังที่แม้ไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่มีผลกระทบต่อระบบหัวใจ หลอดเลือด สมอง และไตอย่างรุนแรงในระยะยาว การรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการผสมผสานระหว่างการปรับพฤติกรรมสุขภาพและการใช้ยาลดความดันอย่างเหมาะสมตามระดับความรุนแรงของโรค ยาลดความดันมีหลายกลุ่ม ออกฤทธิ์ต่างกลไก และถูกเลือกใช้ตามลักษณะผู้ป่วยแต่ละราย การติดตามค่าความดันด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้การควบคุมโรคมีประสิทธิภาพ ลดภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในระยะยาว