ยารักษาและป้องกันมาลาเรีย (Antimalarials)
มาลาเรียเป็นโรคติดเชื้อที่พบจำกัดอยู่ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน เนื่องจากต้องอาศัยยุงเป็นพาหะในการแพร่กระจาย ประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดงมาลาเรียเป็นเวลานานมักเกิดการปรับตัวของภูมิคุ้มกัน ทำให้สามารถอยู่ร่วมกับเชื้อได้โดยไม่แสดงอาการ ขณะที่ผู้ที่ไม่เคยมีภูมิคุ้มกันมาก่อน เมื่อเข้าสู่พื้นที่เสี่ยงอาจเกิดการติดเชื้อรุนแรงได้ตั้งแต่ครั้งแรก
ด้วยเหตุนี้ องค์การอนามัยโลกจึงอนุญาตให้มีการใช้ยาป้องกันมาลาเรียสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง อย่างไรก็ตาม การใช้ยาป้องกันอย่างกว้างขวางได้ก่อแรงกดดันทางวิวัฒนาการ (selective pressure) ต่อเชื้อพลาสโมเดียม ทำให้เกิดการพัฒนาการดื้อยาอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากพื้นที่ที่เชื้อไม่ตอบสนองต่อยาที่เคยใช้ในการป้องกันและรักษา รวมถึงการเกิดการดื้อยาข้ามกลุ่ม (cross-resistance) ในหลายภูมิภาคของโลก
กลไกการออกฤทธิ์ของยาต้านมาลาเรีย
เชื้อมาลาเรีย (Plasmodium spp.) ไม่สามารถสังเคราะห์กรดอะมิโนได้เอง จึงต้องอาศัยการย่อยสลายฮีโมโกลบินของโฮสต์ภายในเม็ดเลือดแดง โดยเอนไซม์ในแวคิวโอลย่อยอาหาร (food vacuole) จะย่อยฮีโมโกลบินให้เป็นกรดอะมิโนและฮีม (heme) ซึ่งมีพิษต่อเชื้อ พลาสโมเดียมจึงมีกลไกการกำจัดพิษของฮีมผ่านกระบวนการ pH-dependent polymerization เปลี่ยนฮีมให้เป็น hemozoin (malarial pigment) ซึ่งสามารถตรวจพบได้ในสเมียร์เลือด
ยากลุ่ม Chloroquine และ Quinolines อื่น ๆ ออกฤทธิ์โดยยับยั้งกระบวนการเปลี่ยนฮีมเป็น hemozoin ทำให้เกิดการสะสมของฮีมที่เป็นพิษภายในแวคิวโอล จนนำไปสู่การทำลายตัวเชื้อ กลไกการออกฤทธิ์ของยาต้านมาลาเรียกลุ่มต่าง ๆ สามารถสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้
| ยา/กลุ่มยา | กลไกการออกฤทธิ์ |
| Chloroquine, Quinine, Mefloquine | ยับยั้งกระบวนการสลายพิษของฮีม (heme detoxification) |
| Primaquine, Atovaquone | ยับยั้ง electron transport chain ในไมโตคอนเดรียของเชื้อ |
| Sulfadoxine, Pyrimethamine, Proguanil | ยับยั้งการสังเคราะห์โฟเลตของเชื้อ |
| Doxycycline, Clindamycin | ยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีนของเชื้อ |
| Artemisinins | ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ (free radicals) ทำลายโครงสร้างภายในเซลล์เชื้อ |
สำหรับยา Halofantrine และ Lumefantrine ปัจจุบันยังไม่ทราบกลไกการออกฤทธิ์ที่ชัดเจน
กลไกการดื้อยาของเชื้อพลาสโมเดียม ฟาลซิปารั่ม
ประเทศไทยถือเป็นพื้นที่สำคัญทางระบาดวิทยาของเชื้อมาลาเรียชนิด Plasmodium falciparum ที่มีการดื้อยาหลายกลุ่ม (multidrug-resistant malaria) โดยพบการดื้อทั้ง chloroquine, mefloquine และยากลุ่มอื่น ๆ อีกหลายชนิด การศึกษาระดับโมเลกุลพบว่าเชื้อมีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมหลายตำแหน่งสำคัญ ดังนี้
- การกลายพันธุ์ของยีน chloroquine resistance transporter (PfCRT) ทำให้การนำ chloroquine เข้าสู่แวคิวโอลลดลง
- การเพิ่มจำนวนยีน multidrug resistance protein-1 (PfMDR1) ทำให้เกิดการดื้อ mefloquine และลดความไวต่อ artemisinins
- การกลายพันธุ์ของยีน dihydrofolate reductase (PfDHFR) ทำให้ pyrimethamine และ proguanil ไม่สามารถยับยั้งเอนไซม์ได้
- การกลายพันธุ์ของยีน dihydropteroate synthase (PfDHPS) ทำให้ sulfadoxine สูญเสียฤทธิ์
- การเปลี่ยนแปลง cytochrome BC1 (PfCYTB) เพื่อหลีกเลี่ยงฤทธิ์ของ atovaquone
แนวทางการใช้ยารักษามาลาเรียในประเทศไทย
ในอุดมคติ ยารักษามาลาเรียควรสามารถกำจัดเชื้อได้ครบทุกระยะของวงจรชีวิต ได้แก่ schizont ในเลือด, hypnozoite ในตับ (ในกรณี P. vivax และ P. ovale) และ gametocyte ในเลือดเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อกลับไปสู่ยุง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มียาใดที่สามารถออกฤทธิ์ได้ครบทุกตำแหน่งในตัวเดียว จึงจำเป็นต้องใช้การรักษาแบบผสมผสาน (combination therapy)
ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำแนวทางการรักษามาลาเรียในประเทศไทย (ปี 2557) เพื่อเป็นมาตรฐานการเลือกใช้ยาตามสถานการณ์การดื้อยา ดังนี้
กรณีที่ผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง
- ทราบชนิดเชื้อว่าเป็น P. falciparum หรือสงสัยมาลาเรียแต่ยังไม่ทราบชนิดเชื้อ
- ทางเลือกแรก Artesunate 4 mg/kg/day วันละครั้ง นาน 3 วัน + Mefloquine 25 mg/kg/course แบ่งให้วันละครั้งใน 2 วัน + Primaquine 15 mg base (2 เม็ด) ในวันที่สาม เพื่อฆ่า gametocytes
** ยา Artesunate ปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 -3 แต่ห้ามให้ Primaquine ในหญิงตั้งครรภ์
- ทางเลือกที่สอง Quinine 30 mg base/kg/day แบ่งให้วันละ 3 ครั้ง + Doxycycline 3 mg/kg/day วันละครั้งหรือแบ่งให้เช้า-เย็น นาน 7 วัน + Primaquine 30 mg base ในวันสุดท้าย เพื่อฆ่า gametocytes
** ห้ามให้ Doxycycline ในหญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร
- ทางเลือกที่สาม Quinine 30 mg base/kg/day แบ่งให้วันละ 3 ครั้ง + Clindamycin 10 mg/kg/day แบ่งให้เช้า-เย็น นาน 7 วัน + Primaquine 30 mg base ในวันสุดท้าย เพื่อฆ่า gametocytes
- ทางเลือกที่สี่ Artesunate 2 mg/kg/day วันละครั้ง + Doxycycline 3 mg/kg/day วันละครั้งหรือแบ่งให้เช้า-เย็น นาน 7 วัน + Primaquine 30 mg base ในวันสุดท้าย เพื่อฆ่า gametocytes
- ทางเลือกที่ห้า Artesunate 2 mg/kg/day วันละครั้ง + Clindamycin 10 mg/kg/day แบ่งให้เช้า-เย็น นาน 7 วัน + Primaquine 30 mg base ในวันสุดท้าย เพื่อฆ่า gametocytes
- ทราบชนิดเชื้อว่าไม่ใช่ P. falciparum
- ทางเลือกเดียว Chloroquine base 25 mg/kg/course (Chloroquine phosphate 250 mg = Chloroquine base 150 mg) โดยแบ่งให้ดังนี้
- ในผู้ใหญ่: เริ่มรับประทานมื้อแรก 2 เม็ด มื้อที่สอง 2 เม็ด มื้อที่สาม 2 เม็ด จากนั้นรับประทาน 1 เม็ด/วัน ไปอีก 2 วัน
- ในเด็ก: เริ่มรับประทานในมื้อแรก 10 mg base/kg ตามด้วย 5 mg base/kg รับประทานที่ 6, 24 และ 48 ชั่วโมง หลังจากกิน dose แรก (รวมจะได้ 25 mg base/kg)
ในกรณี P. vivax หรือ P. ovale ให้ตรวจหาว่ามี G-6-PD พร่องหรือไม่ก่อน ถ้าไม่พร่องถึงค่อยให้ Primaquine 15 mg base/วัน นาน 14 วัน เพื่อป้องกันไข้กลับซ้ำ ถ้ามี G-6-PD พร่องอย่างอ่อน อาจจะให้ Primaquine (0.75 mg/kg) (45 mg base) สัปดาห์ละครั้ง นาน 8 สัปดาห์
หญิงตั้งครรภ์ที่เป็น P. vivax หรือ P. ovale ให้กดการกลับของเชื้อด้วย chloroquine (5 mg base/kg/สัปดาห์) (หรือ 300 mg/สัปดาห์) จนคลอด หลังจากนั้นจึงให้ Primaquine ได้ หญิงให้นมบุตรสามารถรับประทาน Primaquine ได้ถ้าบุตรมี G-6-PD ปกติ
กรณีที่ผู้ป่วยอาการรุนแรง
ไม่ว่าจะเป็นมาลาเรียชนิดใด
- ทางเลือกแรก Artesunate 2.4 mg/kg ให้เข้าหลอดเลือดดำ แล้วตามด้วย 2.4 mg/kg ที่ 12 และ 24 ชั่วโมง จากนั้นฉีดต่ออีกวันละครั้งจนกว่ารับประทานได้ แล้วจึงเปลี่ยนเป็นยา artemisinin-combination therapy ข้างต้น รับประทานนาน 3 วัน
- ทางเลือกที่สอง Quinine dihydrochloride 20 mg base/kg ฉีดใน 4 ชั่วโมง แล้วตามด้วย 10 mg base/kg ฉีดใน 2-4 ชั่วโมง ทุก 8 ชั่วโมง เมื่อรับประทานยาได้แล้วจึงเปลี่ยนเป็นยา artemisinin-combination therapy รับประทานนาน 3 วัน หรือ quinine-doxycycline หรือ quinine-clindamycin หรือ artesunate-doxycycline หรือ artesunate-clindamycin รับประทานนาน 7 วัน
** กรณีไต/ตับผิดปกติไม่ต้องปรับขนาด artesunate แต่ ต้องลดขนาด Quinine ลงตั้งแต่วันที่ 3 เป็นต้นไป ให้เหลือ 1/2 หรือ 1/3 ของขนาดยาเดิมในวันนั้น ๆ
แนวทางการใช้ยาป้องกันมาลาเรียในประเทศไทย
นักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปในพื้นที่ที่มีมาลาเรียชุกชุมจะได้รับประโยชน์จากยาป้องกันมาลาเรียมากกว่าความเสี่ยงจากฤทธิ์ข้างเคียงของยาเมื่อ Annual Parasite Index (API, อัตราการเกิดโรคในรอบปีต่อประชากร 1,000 คน) > 10 ต่อปี แต่ในประเทศไทยพบว่า API < 1 ต่อปีในหลาย ๆ พื้นที่ป่า ดังนั้นโดยทั่วไปจึงไม่แนะนำให้รับประทานยาป้องกันมาลาเรียในประเทศไทย แต่จะแนะนำว่าถ้ามีไข้ภายใน 1 สัปดาห์ - 2 เดือนหลังออกจากป่าต้องคิดถึงมาลาเรียด้วย ให้ผู้ป่วยไปโรงพยาบาลและแจ้งให้แพทย์ทราบถึงประวัติการเดินทางเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงที่จะเป็นมาลาเรีย เพื่อจะได้ตรวจเลือดหาเชื้อมาลาเรียให้ละเอียด
สรุป
มาลาเรียเป็นโรคติดเชื้อจากปรสิตที่มีความซับซ้อนทั้งด้านชีววิทยาของเชื้อ วงจรชีวิต และวิวัฒนาการของการดื้อยา ยาต้านมาลาเรียจึงต้องอาศัยความเข้าใจเชิงระบบตั้งแต่ระดับโมเลกุล ระดับเซลล์ จนถึงระดับระบาดวิทยาและนโยบายสาธารณสุข การรักษาในยุคปัจจุบันมุ่งเน้นการใช้ combination therapy เพื่อลดการดื้อยาและเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดเชื้อ
ในบริบทของประเทศไทย การดูแลผู้ป่วยมาลาเรียไม่ได้เป็นเพียงการเลือกใช้ยาให้เหมาะสมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเฝ้าระวังโรค การติดตามผู้ป่วย และการควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อในระดับชุมชน ซึ่งทำให้การจัดการโรคมาลาเรียเป็นตัวอย่างสำคัญของการบูรณาการเวชศาสตร์คลินิก เภสัชวิทยา และสาธารณสุขเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ