ยาแบคโลเฟน (Baclofen)

แบคโลเฟนเป็นยาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในทางคลินิกเพื่อช่วยลดอาการกล้ามเนื้อเกร็ง (spasticity) ซึ่งมักพบในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของระบบประสาท ยานี้มีบทบาทสำคัญ ทั้งในเวชปฏิบัติทั่วไปและเวชศาสตร์ฟื้นฟู ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น และลดความไม่สบายจากการเกร็งของกล้ามเนื้อ

ที่มาและการออกฤทธิ์:

แบคโลเฟนถูกพัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1960 โดยในระยะแรกมีแนวคิดที่จะใช้เป็นยา รักษาโรคลมชัก อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาทางคลินิกพบว่ายานี้ไม่เหมาะสมสำหรับการ รักษาโรคลมชัก แต่กลับแสดงฤทธิ์เด่นในการลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ จึงมีการพัฒนายาแบคโลเฟนต่อเนื่องในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงรูปแบบฉีดเข้าไขสันหลัง เพื่อใช้รักษาภาวะกล้ามเนื้อเกร็งจากโรคของระบบประสาทส่วนกลาง และได้รับการยอมรับใช้อย่างกว้างขวางมาจนถึงปัจจุบัน

แบคโลเฟนเป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง โดยทำหน้าที่เป็น agonist ของตัวรับ GABAB (gamma-aminobutyric acid type B receptor) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทชนิดยับยั้ง

เมื่อแบคโลเฟนจับกับตัวรับ GABAB ที่ระดับไขสันหลัง จะช่วยลดการหลั่งสารสื่อประสาทที่กระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้รีเฟล็กซ์ของกล้ามเนื้อลดลง กล้ามเนื้อคลายตัว และอาการเกร็งหรือกระตุกของกล้ามเนื้อลดลง

การใช้ยาที่เหมาะสม

  1. ใช้คลายกล้ามเนื้อที่แข็งเกร็งตลอดเวลา (spasticity) จากโรคทางสมองหรือไขสันหลัง
  2. เป็นข้อบ่งใช้หลักของยาแบคโลเฟน เช่น ภาวะกล้ามเนื้อเกร็งจากโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis), การบาดเจ็บของไขสันหลัง, หรือโรคทางสมองบางชนิด เช่น Huntington’s Disease

    วิธีใช้

    • รับประทาน:
    • ขนาดยาในผู้ใหญ่และเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป เริ่มต้นที่ 5 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง จากนั้นปรับเพิ่มขนาดยาทีละ 5 มิลลิกรัม ทุก 3–7 วัน ตามการตอบสนองของผู้ป่วย แบ่งรับประทานเป็น 3–4 ครั้งต่อวัน ขนาดยาสูงสุดโดยทั่วไปไม่เกิน 80 มิลลิกรัมต่อวัน

      องค์การอาหารและยาของประเทศไทยยังไม่อนุมัติให้ใช้ Baclofen ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี ขณะที่ในสหรัฐอเมริกาและบางประเทศได้มีการอนุมัติให้ใช้แล้ว

      ขนาดยาในเด็กอายุ 4 เดือน - 7 ปี เริ่มต้นที่ 2.5 มิลลิกรัม วันละครั้ง จากนั้นปรับเพิ่มขนาดยาทีละ 2.5 มิลลิกรัม ทุก 3–7 วัน ตามการตอบสนองของผู้ป่วย แบ่งรับประทานเป็น 3 ครั้งต่อวัน ขนาดยาสูงสุดโดยทั่วไปไม่เกิน 15 มิลลิกรัมต่อวัน

      ขนาดยาในเด็กอายุ 8-11 ปี เริ่มต้นที่ 2.5 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง จากนั้นปรับเพิ่มขนาดยาทีละ 2.5 มิลลิกรัม ทุก 3–7 วัน ตามการตอบสนองของผู้ป่วย แบ่งรับประทานเป็น 3-4 ครั้งต่อวัน ขนาดยาสูงสุดโดยทั่วไปไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อวัน

    • ฉีดเข้าไขสันหลัง
    • ใช้ในกรณีที่มีข้อบ่งใช้เฉพาะ และมักจำกัดอยู่ในสถานพยาบาลระดับตติยภูมิหรือสูงกว่า

      การใช้ Baclofen ในรูปแบบปั๊มยา แพทย์จะสอดท่อขนาดเล็กเข้าใต้ผิวหนังบริเวณหน้าท้อง ใกล้เอว และเชื่อมต่อเข้าสู่น้ำไขสันหลัง ปั๊มยาจะค่อย ๆ ปล่อยยาในปริมาณที่กำหนด วิธีนี้เป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่มีผลข้างเคียงจากการรับประทานยา เนื่องจากใช้ยาในขนาดที่น้อยกว่าและทำให้เกิดผลข้างเคียงลดลง แพทย์จะต้องเติมยาในปั๊มทุก 1–3 เดือน และโดยทั่วไปแบตเตอรี่ของระบบจะใช้งานได้ ประมาณ 5 ปี เมื่อครบกำหนดจำเป็นต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่

  3. ใช้บรรเทาอาการกล้ามเนื้อกระตุก (Clonus) หรือเกร็งจากสาเหตุอื่น
  4. อาการดังกล่าวมักเกิดขึ้นชั่วคราวจากโรคของระบบต่าง ๆ การใช้แบคโลเฟนในกรณีนี้จะใช้ขนาดยาเช่นเดียวกับข้อบ่งใช้หลัก และเมื่อแก้ไขสาเหตุของโรคอื่นจนหายกระตุกแล้ว จึงพิจารณาหยุดยา

  5. ใช้นอกข้อบ่งใช้ (off-label use)
  6. ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาใช้แบคโลเฟนในภาวะอื่น เช่น อาการสะอึกเรื้อรัง (chronic hiccups), อาการปวดจากเส้นประสาทบางชนิด

    วิธีใช้

    รับประทานในขนาดต่ำ และปรับตามดุลยพินิจของแพทย์ โดยยึดหลักการเริ่มต่ำและเพิ่มขนาดอย่างค่อยเป็นค่อยไป

อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ใช้ Baclofen สำหรับอาการตะคริว อาการปวดกล้ามเนื้อจากการใช้งานมากเกินไป โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคสมองพิการ โรคพาร์กินสัน หรือโรคหลอดเลือดสมอง เนื่องจากไม่ใช่ข้อบ่งใช้หลักตามเอกสารกำกับยา



ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยของยาแบคโลเฟน ได้แก่ ง่วงซึม เวียนศีรษะ และอ่อนเพลีย โดยเฉพาะในช่วงเริ่มใช้ยา บางรายอาจมีอาการปากแห้ง คลื่นไส้ อาเจียน หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ผลข้างเคียงที่พบได้น้อยแต่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ สับสน ความดันโลหิตต่ำ อารมณ์เปลี่ยนแปลง หรือซึมเศร้า ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงเหล่านี้มากกว่า จึงควรเริ่มยาขนาดต่ำและปรับยาอย่างช้า ๆ

ผู้ป่วยโรคไต: ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากแบคโลเฟนขับออกทางไตเป็นหลัก อาจจำเป็นต้องลดขนาดยา หรือเพิ่มช่วงห่างระหว่างการใช้ยา และควรหลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายระยะสุดท้าย หรืออยู่ระหว่างการฟอกไต

หญิงมีครรภ์หรือให้นมบุตร: ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากมีรายงานความเชื่อมโยงระหว่าง การใช้ยานี้กับความพิการแต่กำเนิด และยายังสามารถผ่านเข้าสู่น้ำนมได้ จึงควรแจ้งแพทย์หากกำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ปฏิกิริยาระหว่างยา Baclofen กับยาหรือสารอื่น ๆ ได้แก่ แอลกอฮอล์ ยานอนหลับ ยาคลายกังวลกลุ่มเบนโซไดอะซีพีน ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ ซึ่งอาจเสริมฤทธิ์ง่วงซึมและกดการหายใจ นอกจากนี้ ยาลดความดันโลหิตอาจทำให้ความดันโลหิตต่ำมากขึ้น

การได้รับยาแบคโลเฟนในขนาดสูงเกินไปอาจทำให้เกิดอาการกดระบบประสาท เช่น ซึมมาก หายใจช้า หรือหมดสติ นอกจากนี้ ไม่ควรหยุดยาอย่างกะทันหัน เพราะอาจเกิดอาการถอนยา (withdrawal) เช่น กล้ามเนื้อเกร็งรุนแรง สับสน เห็นภาพหลอน ชัก หรือมีไข้ การหยุดยาควรค่อย ๆ ลดขนาดยาตามคำแนะนำของแพทย์

สรุป

ยาแบคโลเฟนเป็นยาที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาภาวะกล้ามเนื้อเกร็งจากโรคของระบบประสาท โดยออกฤทธิ์ผ่านตัวรับ GABAB ที่ระดับไขสันหลัง แม้จะเป็นยาที่มีประสิทธิภาพ แต่จำเป็นต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ทั้งในด้านการปรับขนาดยา การเฝ้าระวังผลข้างเคียง และการหลีกเลี่ยงการหยุดยาอย่างกะทันหัน การใช้ยาอย่างเหมาะสมภายใต้การดูแลของแพทย์ จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุดและลดความเสี่ยงจากอันตรายของยา