ยาแคปโตพริล (Captopril)

แคปโตพริลเป็นยาต้านเอซ (ACE inhibitor) ตัวแรกที่ถูกพัฒนาขึ้น และเป็นยาที่มีลักษณะเด่นคือ ออกฤทธิ์เร็ว แต่มีระยะเวลาออกฤทธิ์สั้น ปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ได้แก่ ยาเม็ดรับประทาน ยาอมใต้ลิ้น ยาน้ำ และยาผงละลายน้ำ อย่างไรก็ตามทุกรูปแบบให้ผลลดความดันโลหิตใกล้เคียงกัน คือเริ่มออกฤทธิ์ภายในประมาณ 30–90 นาที และควบคุมความดันได้นานราว 2–6 ชั่วโมง ด้วยเหตุนี้ ยาอมใต้ลิ้นซึ่งเคยเชื่อว่าจะออกฤทธิ์ได้เร็วกว่าจึงลดความนิยมลง

แคปโตพริลเหมาะสำหรับใช้ควบคุมความดันโลหิตในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว กล้ามเนื้อหัวใจตาย และใช้เพื่อชะลอการเสื่อมของไตในผู้ป่วยโรคเบาหวาน

ที่มาและการออกฤทธิ์:

แคปโตพริลถูกพัฒนามาจากการศึกษาพิษงูที่ชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศบราซิลใช้ทาลูกธนู จัดเป็นหนึ่งในตัวอย่างของยาแผนปัจจุบันที่มีต้นกำเนิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ยาออกฤทธิ์โดยการยับยั้งเอนไซม์เอซ (Angiotensin-converting enzyme; ACE) ซึ่งพบมากที่ปอด ทำหน้าที่เปลี่ยน Angiotensin I ไปเป็น Angiotensin II ซึ่งเป็นสารที่ทำให้หลอดเลือดหดตัวและเพิ่มความดันโลหิต

นอกจากนี้ เอนไซม์เอซยังทำหน้าที่สลายสารแบรดีไคนิน (Bradykinin) การยับยั้งเอนไซม์ดังกล่าวจึงทำให้ระดับแบรดีไคนินในเลือดสูงขึ้น ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัว แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสาเหตุสำคัญของอาการไอซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย

แคปโตพริลเป็นยาต้านเอซหนึ่งในสองชนิดที่ออกฤทธิ์ได้ทันทีเมื่อเข้าสู่ร่างกาย (active drug) อีกชนิดคือ Lisinopril ส่วนยาต้านเอซตัวอื่น ๆ จัดเป็น prodrug ซึ่งต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงในร่างกายก่อนจึงจะออกฤทธิ์ อาหารสามารถรบกวนการดูดซึมของแคปโตพริลได้ จึงควรรับประทานยาก่อนอาหารอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

โครงสร้างทางเคมีของแคปโตพริลมีหมู่ซัลฟ์ไฮดริล (Sulfhydryl; –SH) ซึ่งเป็นสาเหตุของผลข้างเคียงเฉพาะตัว เช่น ผื่น ลิ้นไม่รับรส หรือรู้สึกมีรสขมในปากตลอดเวลา

การใช้ยาที่เหมาะสม

  1. ใช้คุมความดันในโรคความดันโลหิตสูง
  2. แคปโตพริลเหมาะสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีโรคหัวใจ และ/หรือโรคเบาหวานร่วมด้วย เนื่องจากยาช่วยขยายหลอดเลือดส่วนปลาย เพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงไต โดยไม่รบกวนการทำงานของหัวใจ

    ขนาดยาเริ่มต้นคือ 25 มิลลิกรัม วันละ 2–3 ครั้ง ก่อนอาหาร หากผ่านไป 1–2 สัปดาห์แล้วยังควบคุมความดันไม่ได้ อาจเพิ่มเป็นครั้งละ 50 มิลลิกรัม วันละ 2–3 ครั้ง หรือพิจารณาเพิ่มยาขับปัสสาวะกลุ่มไทอะไซด์เพื่อเสริมฤทธิ์

    เนื่องจากแคปโตพริลถูกขับออกทางไตเป็นหลัก ผู้ป่วยที่มีภาวะไตเสื่อมจำเป็นต้องลดขนาดยาหรือปรับความถี่ในการรับประทาน เพื่อป้องกันการสะสมของยาและการเกิดพิษ ตารางด้านล่างแสดงขนาดยาเริ่มต้นและขนาดสูงสุดต่อวันตามระดับการทำงานของไต

    ระดับ Creatinine clearance (ml/min) ขนาดยาเริ่มต้น (mg)ขนาดสูงสุดต่อวัน (mg)
    > 4025-50150
    21-4025100
    10-2012.575
    < 106.2537.5

    หากใช้ขนาดสูงสุดแล้วยังควบคุมความดันไม่ได้ ในผู้ป่วยไตเสื่อมควรเลือกเพิ่มยาขับปัสสาวะกลุ่ม Loop diuretics จะดีกว่ากลุ่ม Thiazides

  3. ใช้เพื่อรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว โดยเฉพาะหลังมีกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Acute myocardial infarction)
  4. แคปโตพริลเป็นยาต้านเอซที่นิยมใช้ในภาวะนี้ เนื่องจากออกฤทธิ์เร็วและหมดฤทธิ์เร็ว ทำให้สามารถประเมินผลและปรับขนาดยาได้ง่าย ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีความดันโลหิตต่ำร่วมด้วย จึงควรเริ่มยาขนาดต่ำ คือ 6.25–12.5 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง หากผู้ป่วยมีความดันค่อนข้างสูง อาจใช้ฟูโรซีไมด์ฉีดเพื่อขับน้ำส่วนเกินออกก่อน จากนั้นจึงค่อย ๆ เพิ่มขนาดแคปโตพริลเป็น 25–50 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง ภายในระยะเวลามากกว่า 2 สัปดาห์

  5. ใช้เพื่อป้องกันภาวะไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคเบาหวาน (Prevention of diabetic nephropathy)
  6. ขนาดยาที่ใช้คือ 12.5–25 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร ขึ้นกับว่าผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูงร่วมด้วยหรือไม่ ควรตรวจติดตามการทำงานของไตและระดับโพแทสเซียมในเลือดทุก 2–3 เดือน

ขนาดยาในเด็ก ไม่ว่าจะใช้ในกรณีใด ควรเริ่มที่ 0.01–0.05 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อน้ำหนักตัวต่อครั้ง ให้ทุก 8–12 ชั่วโมง แล้วค่อย ๆ เพิ่มจนถึงขนาดรักษา 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อครั้ง วันละ 3–4 ครั้ง



ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยของแคปโตพริล ได้แก่ อาการไอ รสขมในปาก และภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง นอกจากนี้ยังอาจเกิดภาวะแองจิโอเอดีมา (Angioedema) ซึ่งอาจเกิดที่ใบหน้า คอ กล่องเสียง ลำไส้ หรือแขนขา หากเกิดที่ทางเดินหายใจจะทำให้หายใจลำบากและเป็นภาวะฉุกเฉิน ส่วนกรณีที่เกิดในลำไส้อาจทำให้ปวดท้องอย่างรุนแรง

ผลข้างเคียงอื่นที่พบได้ ได้แก่ เม็ดเลือดผิดปกติ (Agranulocytosis, Leukopenia) คัน ปวดศีรษะ ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว กลุ่มอาการเนโฟรติก ไตวายเฉียบพลัน ชัก และตับวายเฉียบพลัน

การใช้ยาในระยะยาวควรใช้ขนาดต่ำที่สุดที่ยังให้ผลการรักษา ผู้ป่วยที่มีไตเสื่อมอยู่แล้วมีความเสี่ยงต่อการเกิดพิษจากยา ซึ่งอาจแสดงด้วยความดันโลหิตต่ำเรื้อรัง ซึม หัวใจเต้นช้า และการทำงานของไตแย่ลง การรักษาต้องหยุดยา ให้สารน้ำและยาพยุงความดัน และในบางรายอาจต้องฟอกเลือด

ข้อห้ามในการใช้ยาแคปโตพริล ได้แก่

ปฏิกิริยาระหว่างยา

ไม่ควรใช้แคปโตพริลร่วมกับยาต้านเอซตัวอื่น ยากลุ่ม ARBs หรือยาต้านเรนิน เช่น Aliskiren เนื่องจากออกฤทธิ์ซ้ำซ้อนและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะโพแทสเซียมสูง รวมถึงไม่ควรใช้ร่วมกับยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เพราะอาจทำให้การทำงานของไตแย่ลงและลดประสิทธิภาพของการควบคุมความดัน

การใช้ร่วมกับยาขยายหลอดเลือดอื่นอาจทำให้เกิดความดันต่ำและหัวใจเต้นเร็ว โดยเฉพาะในผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายที่ต้องใช้ยาไนเตรต ควรเริ่มแคปโตพริลในขนาดต่ำที่สุด

ต้องระวังการใช้ร่วมกับยาที่เพิ่มระดับโพแทสเซียมในเลือด เช่น ยาขับปัสสาวะกลุ่ม K-sparing, Heparin, Co-trimoxazole, Epoetin รวมถึงอาหารเสริมและเครื่องดื่มที่มีโพแทสเซียม

มีรายงานการเกิดกลุ่มอาการสตีเวนส์–จอห์นสันเมื่อใช้ร่วมกับ Allopurinol และยังพบความเสี่ยงต่อการแพ้รุนแรง กล้ามเนื้อหัวใจตาย และเม็ดเลือดขาวต่ำ

ยาต้านเอซอาจเพิ่มระดับลิเธียมในเลือดจากการลดการขับออกทางไต ทำให้เสี่ยงต่อพิษของลิเธียม

สรุป

แคปโตพริลเป็นยาต้านเอซที่ออกฤทธิ์เร็ว เหมาะสำหรับการควบคุมความดันโลหิต ภาวะหัวใจล้มเหลว และการป้องกันไตเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวาน การใช้ยาต้องคำนึงถึงขนาดที่เหมาะสมตามการทำงานของไตและภาวะของผู้ป่วย พร้อมติดตามผลข้างเคียงและปฏิกิริยาระหว่างยาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดและลดความเสี่ยงจากการเกิดพิษของยา