กลุ่มยาคาร์บาพีเนม (Carbapenems)
คาร์บาพีเนม (Carbapenems) เป็นกลุ่มยาปฏิชีวนะในตระกูลเบต้า-แลคแทม (β-lactam antibiotics) ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองต่อปัญหาการดื้อยาของแบคทีเรีย โดยเฉพาะเชื้อแกรมลบที่สามารถสร้างเอนไซม์ β-lactamase ได้หลากหลายชนิด
ต้นแบบของยากลุ่มนี้คือ thienamycin ซึ่งถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1976 จากเชื้อ Streptomyces cattleya พบว่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียกว้างและแรงมาก อย่างไรก็ตาม thienamycin ไม่เสถียรทางเคมี จึงมีการพัฒนาอนุพันธ์ที่มีความคงตัวมากขึ้น จนเกิดเป็น imipenem ซึ่งเป็นคาร์บาพีเนมตัวแรกที่นำมาใช้ทางคลินิก
ต่อมามีการพัฒนายารุ่นใหม่ ๆ เช่น meropenem, doripenem และ ertapenem เพื่อเพิ่มความเสถียร ลดผลข้างเคียง และปรับคุณสมบัติด้านขอบเขตการครอบคลุมเชื้อให้เหมาะสมกับการใช้งานทางคลินิกมากขึ้น
กลไกการออกฤทธิ์และการดื้อยา
คาร์บาพีเนมออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ของแบคทีเรีย
ผ่านการจับกับ penicillin-binding proteins (PBPs)
ส่งผลให้การสร้าง peptidoglycan ผิดปกติ
ผนังเซลล์สูญเสียความแข็งแรงและเกิดการแตกของเซลล์
จัดเป็นยาฆ่าเชื้อแบบ bactericidal
โครงสร้างของคาร์บาพีเนมมีความคงตัวสูงต่อเอนไซม์ β-lactamase
ส่วนใหญ่รวมถึง ESBL และ AmpC จึงถือเป็นยากลุ่ม “reserve antibiotics”
สำหรับการติดเชื้อรุนแรงหรือเชื้อดื้อยา
กลไกการดื้อยา
- การสร้างเอนไซม์ carbapenemase เช่น KPC, NDM, OXA-48
- การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ PBPs
- การลดการซึมผ่านของยาเข้าสู่เซลล์ (porin loss)
- การเพิ่มการขับยาออกจากเซลล์ (efflux pump)
คุณสมบัติและตัวอย่างยาในกลุ่มคาร์บาพีเนม
- Imipenem/cilastatin
imipenem เป็นคาร์บาพีเนมตัวแรก
มีฤทธิ์ครอบคลุมเชื้อแกรมบวก แกรมลบ และเชื้อไม่ใช้ออกซิเจน
แต่ถูกสลายโดยเอนไซม์ dehydropeptidase-I ในไต
จึงต้องใช้ร่วมกับ cilastatin เพื่อยับยั้งเอนไซม์ดังกล่าว
- Meropenem
มีฤทธิ์ใกล้เคียง imipenem แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ร่วมกับ cilastatin
ผ่านเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางได้ดี
และมีความเสี่ยงต่อการชักต่ำกว่า
จึงนิยมใช้ในเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
- Doripenem
มีฤทธิ์เด่นต่อเชื้อแกรมลบและ Pseudomonas aeruginosa
เหมาะกับการติดเชื้อในโรงพยาบาล
- Ertapenem
มีช่วงครอบคลุมแคบกว่าตัวอื่น
ไม่ครอบคลุม Pseudomonas และ Acinetobacter
แต่มีครึ่งชีวิตยานาน สามารถให้วันละครั้ง
เหมาะกับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (ฉีดยาวันละครั้ง)
การใช้ยาที่เหมาะสม
- การติดเชื้อรุนแรงในโรงพยาบาล
- ผู้ใหญ่: meropenem 1 กรัม ทุก 8 ชั่วโมง ทางหลอดเลือดดำ
- เด็ก: 20–40 มก./กก./ครั้ง ทุก 8 ชั่วโมง
- การติดเชื้อในช่องท้องและอุ้งเชิงกราน
- ผู้ใหญ่: imipenem/cilastatin 500 มก. ทุก 6 ชั่วโมง
- เด็ก: 15–25 มก./กก./ครั้ง ทุก 6 ชั่วโมง
- เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อแกรมลบ
- ผู้ใหญ่: meropenem 2 กรัม ทุก 8 ชั่วโมง
- เด็ก: 40 มก./กก./ครั้ง ทุก 8 ชั่วโมง
ข้อสำคัญ: ต้องปรับขนาดยาในผู้ป่วยไตเสื่อม
และควรใช้ยากลุ่มนี้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพราะเป็นยากลุ่มสุดท้ายสำหรับเชื้อรุนแรงและเชื้อดื้อยา
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
- ระบบทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย
- อาการแพ้ เช่น ผื่น ลมพิษ anaphylaxis (พบไม่บ่อย)
- พิษต่อระบบประสาท เช่น ชัก (พบบ่อยกว่าใน imipenem)
- การเปลี่ยนแปลงของเอนไซม์ตับหรือเม็ดเลือด (พบไม่บ่อย)
ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยโรคลมชัก และผู้ป่วยที่มีภาวะไตบกพร่อง
ผู้ที่เคยแพ้เพนิซิลลินชนิดรุนแรงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง แม้ cross-reactivity จะต่ำเพียง 1% ก็ตาม (พบบ่อยขึ้นในกลุ่มที่แพ้เพนิซิลลินรุนแรงร่วมกับเซฟาโลสปอริน)
ปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug interactions)
- ลดระดับยา valproic acid อย่างชัดเจน เพิ่มความเสี่ยงของการชักในผู้ป่วยโรคลมชัก
- การใช้ร่วมกับยาที่มีพิษต่อไต อาจเพิ่มความเสี่ยงไตเสื่อม
- อาจรบกวนฤทธิ์ของยาต้านการแข็งตัวของเลือดบางชนิด
สรุป
คาร์บาพีเนมเป็นกลุ่มยาปฏิชีวนะที่มีประสิทธิภาพสูงและขอบเขตการออกฤทธิ์กว้างมาก มีบทบาทสำคัญในการรักษาการติดเชื้อรุนแรง โดยเฉพาะเชื้อดื้อยาหลายขนาน
อย่างไรก็ตาม การใช้ยากลุ่มนี้ควรจำกัดอยู่ในข้อบ่งใช้ที่เหมาะสม
ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อดื้อยากลุ่มคาร์บาพีเนม
ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญระดับโลกในปัจจุบัน