กลุ่มยาเซฟาโลสปอริน (Cephalosporins)

เซฟาโลสปอริน (Cephalosporins) เป็นกลุ่มยาปฏิชีวนะในตระกูลเบต้า-แลคแทม (β-lactam antibiotics) มีการค้นพบครั้งแรกในช่วงทศวรรษที่ 1940 จากเชื้อรา Cephalosporium acremonium โดย Giuseppe Brotzu นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี ซึ่งพบว่าสารที่สกัดได้สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะเชื้อแกรมลบที่ดื้อเพนิซิลลินในยุคนั้น

จากการพัฒนาโครงสร้างทางเคมีอย่างต่อเนื่อง เซฟาโลสปอรินถูกแบ่งออกเป็นหลายรุ่น (generations) ตามขอบเขตการออกฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรีย

  1. เซฟาโลสปอรินรุ่นที่ 1 (First-generation)

    มีฤทธิ์เด่นต่อเชื้อแกรมบวก เช่น Streptococcus spp. และ Staphylococcus aureus (ที่ไม่สร้าง penicillinase) แต่ครอบคลุมแกรมลบได้น้อย ตัวอย่างยา ได้แก่ cefazolin, cephalexin

    ข้อดี: ฤทธิ์ต่อแกรมบวกดี ราคาถูก ปลอดภัย
    ข้อจำกัด: ครอบคลุมแกรมลบจำกัด ไม่ครอบคลุมเชื้อดื้อยา

  2. เซฟาโลสปอรินรุ่นที่ 2 (Second-generation)

    เพิ่มประสิทธิภาพต่อเชื้อแกรมลบ เช่น Haemophilus influenzae, Neisseria spp. ขณะที่ฤทธิ์ต่อแกรมบวกลดลงเล็กน้อย ตัวอย่างยา ได้แก่ cefuroxime, cefoxitin, cefaclor

  3. เซฟาโลสปอรินรุ่นที่ 3 (Third-generation)

    มีฤทธิ์ต่อเชื้อแกรมลบกว้างขึ้นอย่างชัดเจน และหลายชนิดสามารถผ่าน blood-brain barrier ใช้รักษาการติดเชื้อรุนแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ตัวอย่างยา ได้แก่ ceftriaxone, ceftazidime

    หมายเหตุ: ceftazidime มีฤทธิ์ต่อ Pseudomonas aeruginosa แต่ฤทธิ์ต่อแกรมบวกจะลดลง

  4. เซฟาโลสปอรินรุ่นที่ 4 (Fourth-generation)

    เช่น cefepime มีความคงตัวต่อ β-lactamase มากขึ้น ครอบคลุมทั้งแกรมบวก แกรมลบ และ Pseudomonas เหมาะกับการติดเชื้อในโรงพยาบาล

  5. เซฟาโลสปอรินรุ่นที่ 5 (Fifth-generation)

    เช่น ceftaroline เป็นเซฟาโลสปอรินรุ่นแรกที่มีฤทธิ์ต่อ MRSA แต่ไม่ครอบคลุม Pseudomonas

กลไกการออกฤทธิ์และการดื้อยา

เซฟาโลสปอรินออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ของแบคทีเรีย ผ่านการจับกับ penicillin-binding proteins (PBPs) ทำให้การเชื่อมขวางของ peptidoglycan ผิดปกติ ส่งผลให้ผนังเซลล์ไม่แข็งแรงและเกิดการแตกของเซลล์ จัดเป็นยาฆ่าเชื้อแบบ bactericidal

กลไกการดื้อยา

  1. การสร้างเอนไซม์ β-lactamase หรือ ESBL เพื่อทำลายวง β-lactam
  2. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ PBPs ทำให้ยาจับไม่ได้
  3. การลดการซึมผ่านของยาเข้าสู่เซลล์ (porin mutation)
  4. การขับยาออกจากเซลล์ (efflux pump)


การใช้ยาที่เหมาะสม

เซฟาโลสปอรินส่วนใหญ่เป็นยาฉีด ให้ทางหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้าม เนื่องจากยาไม่ทนกรดในกระเพาะอาหาร เหมาะสำหรับการรักษาในโรงพยาบาล (บางตัวที่สามารถทนกรดได้ อาหารก็มีผลต่อการดูดซึมยา กลุ่มยาเซฟาโลสปอรินชนิดกิน ได้แยกกล่าวไว้ต่างหาก)

  1. การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ
    • ผู้ใหญ่: ceftriaxone 1–2 กรัม/วัน
    • เด็ก: ceftriaxone 50–75 มก./กก./วัน
  2. การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
    • ผู้ใหญ่: cefuroxime 250–500 มก. วันละ 2 ครั้ง
    • เด็ก: 20–30 มก./กก./วัน แบ่งให้ 2 ครั้ง
  3. การติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
    • ผู้ใหญ่: ceftriaxone 2 กรัม ทุก 12 ชั่วโมง
    • เด็ก: 80–100 มก./กก./วัน

หมายเหตุ: ควรปรับขนาดยาในผู้ป่วยไตเสื่อม และเลือกใช้ยาตามผลเพาะเชื้อเมื่อเป็นไปได้

ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง

  • อาการแพ้ เช่น ผื่น ลมพิษ anaphylaxis (พบได้น้อย)
  • ระบบทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ ท้องเสีย
  • ภาวะลำไส้อักเสบจาก Clostridioides difficile
  • เม็ดเลือดต่ำ หรือเกล็ดเลือดต่ำ (พบไม่บ่อย)

ผู้ที่เคยแพ้เพนิซิลลินชนิดรุนแรงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง แม้ cross-reactivity จะต่ำก็ตาม

ปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug interactions)

  • การใช้ร่วมกับยาที่มีพิษต่อไต (เช่น aminoglycosides) เพิ่มความเสี่ยงไตเสื่อม
  • ceftriaxone ห้ามผสมกับสารละลายที่มีแคลเซียมในทารกแรกเกิด
  • อาจรบกวนฤทธิ์ของยาต้านการแข็งตัวของเลือด (warfarin)

สรุป

เซฟาโลสปอรินเป็นกลุ่มยาปฏิชีวนะที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย ตั้งแต่อาการไม่รุนแรงจนถึงการติดเชื้อรุนแรงในโรงพยาบาล การพัฒนาเป็นหลายรุ่นช่วยเพิ่มขอบเขตการครอบคลุมเชื้อและลดปัญหาการดื้อยาในบางกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ยาควรพิจารณาให้เหมาะสมกับชนิดเชื้อ ความรุนแรงของโรค ภาวะของผู้ป่วย และหลักการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล เพื่อคงประสิทธิภาพของยาและลดปัญหาการดื้อยาในระยะยาว