ยาคลอแรมฟีนิคอล (Chloramphenicol)
คลอแรมฟีนิคอลเป็นสารต้านจุลชีพชนิดแรกที่สกัดได้จากเชื้อจุลินทรีย์ Streptomyces venezuelae เมื่อปี ค.ศ. 1945 โดยเป็นหนึ่งในยาต้านจุลชีพยุคแรกถัดจากเพนิซิลลินและซัลโฟนาไมด์ ยานี้มีความสามารถในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียแกรมบวกและแกรมลบหลายชนิด จึงได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ก่อนที่จะลดบทบาทลงเนื่องจากยากดไขกระดูกและการดื้อยา
กลไกการออกฤทธิ์และการดื้อยา
คลอแรมฟีนิคอลออกฤทธิ์โดย ยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีน ของแบคทีเรีย โดยจับกับ 50S subunit ของไรโบโซมที่ตำแหน่ง peptidyl transferase ซึ่งเป็นตำแหน่งทำให้ ไม่สามารถเชื่อมต่อกรดอะมิโนเพื่อสร้างสายโพลีเปปไทด์ได้ ส่งผลให้จุลชีพไม่สามารถ สังเคราะห์โปรตีนที่จำเป็นและหยุดการเจริญเติบโตหรือถูกทำลาย
กลไกการดื้อยา
- สร้างเอนไซม์ chloramphenicol acetyltransferase (CAT) ที่ทำลายยา
- เปลี่ยนตำแหน่งเป้าหมาย (mutation ของ 50S ribosomal subunit)
- เพิ่มการขับยาออกจากเซลล์ผ่านระบบ efflux pumps
สาเหตุที่หยุดพัฒนา
แม้คลอแรมฟีนิคอลจะมีประสิทธิภาพในการต้านหลายเชื้อ แต่การพัฒนายาต่อเนื่องถูกจำกัด เนื่องจากปัญหาเรื่อง aplastic anemia และผลข้างเคียงทางโลหิตวิทยาอื่น ๆ ที่ยากจะควบคุมให้ปลอดภัยเมื่อใช้ในวงกว้าง ส่งผลให้หลายประเทศจำกัดการใช้หรือเลิกใช้เป็นยาบรรเทาทั่วไป
ปัจจุบันคลอแรมฟีนิคอลยังคงใช้ในรูปยาหยอดและยาป้ายตา (eye drops/ointment) และยาหยอดหู ซึ่งต้องเก็บไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดา (2-8°C) เพื่อรักษาความคงตัวและประสิทธิภาพของยา และเนื่องจากมีส่วนประกอบที่ไม่ละลายน้ำ จึงต้องเข่าขวดก่อนใช้
ยาคลอแรมเฟนิคอลชนิดหยอดหูขนาดความเข้มข้น 1% 5% หรือ 10% บางสูตรตำรับยา อาจจะผสมยาชาอย่าง Lidocaine hydrochloride เพื่อระงับอาการปวดของหูที่อักเสบด้วย
การใช้ยาที่เหมาะสม
- เยื่อบุตาอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial conjunctivitis)
- หยอด/ทา 1-2 หยด วันละหลายครั้งจนหาย (ส่วนใหญ่ประมาณ 5-7 วัน)
- การติดเชื้อแบคทีเรียที่หูชั้นนอก (Otitis Externa)
- นอนตะแคง เอียงศีรษะ/หูด้านอักเสบขึ้นบน และดึงใบหูข้างอักเสบขึ้นด้านบนและไปทางด้านหลัง เพื่อให้รูหูอยู่ในแนวตรง ซึ่งเป็นท่าที่พร้อมจะหยอดหู
- บีบและหยอดยาลงรูหู รอสักพักหนึ่งประมาณ 10 นาที จึงค่อยลุกขึ้น เพื่อให้ยาสัมผัสบริเวณที่มีการอักเสบอย่างทั่วถึง
- หยอดยา 2-3 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 5-7 วัน
- ห้ามใช้ยาเมื่อมีแก้วหูทะลุ
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
ยาคลอแรมฟีนิคอลชนิดหยอดตาและหยอดหูอาจเกิดผลข้างเคียงได้ถ้าใช้ต่อเนื่องกันเกิน 7 วัน ผลข้างเคียงทั่วไป เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ผื่นลมพิษ ส่วนพิษร้ายแรงมักเกิดกับยารับประทานหรือยาฉีด ซึ่งปัจจุบันแทบไม่มีใช้แล้ว ได้แก่
- Aplastic anemia: ภาวะไขกระดูกถูกทำลาย เลือดไม่สร้างตามปกติ
- Gray baby syndrome ในทารกแรกเกิดเนื่องจากเมแทบอลิซึมของยาไม่สมบูรณ์
- ยับยั้งการสังเคราะห์เลือดอื่น ๆ เช่น thrombocytopenia, leukopenia
ข้อควรระวัง
- ห้ามใช้ในเด็กแรกเกิดหรือทารกถ้าไม่จำเป็น
- ตรวจนับเม็ดเลือดอย่างสม่ำเสมอระหว่างการใช้
- ระวังในผู้ป่วยที่มีโรคตับ/ไต เพราะการขับยาเปลี่ยนแปลง
ปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug interactions)
- ยาอื่นที่ออกฤทธิ์กดการสร้างเม็ดเลือด อาจเสริมผลพิษต่อระบบเลือด
- ร่วมกับยาที่ยับยั้งการทำงานของตับ อาจเพิ่มความเข้มข้นของคลอแรมฟีนิคอล
สรุป
คลอแรมฟีนิคอลเป็นยาต้านจุลชีพที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของการรักษาโรคติดเชื้อ แม้จะมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีนของแบคทีเรียหลายชนิด แต่การใช้จริงถูกจำกัดเนื่องจากพิษร้ายแรงและความเสี่ยงด้านโลหิตวิทยา การใช้งานในปัจจุบันจึงอยู่ในรูปยาหยอดตาและหูเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่ได้รับยาเป็นเวลานานต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดผลรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด