ยาอีนาลาพริล (Enalapril)
อีนาลาพริลเป็นยาต้านเอซ (ACEIs) รุ่นถัดจากแคปโตพริลที่ได้รับการพัฒนาเพื่อลดข้อจำกัดและผลข้างเคียงหลายประการ ทำให้ได้รับการยอมรับและใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น ยานี้หมดอายุสิทธิบัตรตั้งแต่ปีค.ศ. 2000 ส่งผลให้มีราคาถูกและเข้าถึงได้ง่าย องค์การอนามัยโลกจัดให้อีนาลาพริลเป็นยาจำเป็นในสถานพยาบาลขั้นพื้นฐาน และกระทรวงสาธารณสุขของไทยได้บรรจุยาไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติของสถานพยาบาลภาครัฐ
ยาอีนาลาพริลเหมาะสำหรับใช้ควบคุมความดันโลหิตในผู้ป่วยที่มีหัวใจโต ภาวะหัวใจล้มเหลวจากการทำงานของหัวใจห้องล่างซ้ายลดลง รวมถึงใช้เพื่อชะลอและป้องกันการเสื่อมของไตในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
ที่มาและการออกฤทธิ์:
อีนาลาพริลถูกพัฒนาต่อจากยาแคปโตพริล โดยตัด sulfhydryl group ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการรับรสผิดปกติออก อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนี้ทำให้สารออกฤทธิ์ (Enalaprilat) ดูดซึมในทางเดินอาหารได้ไม่ดี จึงมีการปรับโครงสร้างทางเคมีด้วยกระบวนการเอสเทอริฟิเคชัน (esterification) โดยใช้อะทานอล ทำให้เกิดสารตั้งต้นแบบ prodrug ซึ่งบริษัทเมอร์ค (Merck) ตั้งชื่อว่า Enalapril และนำออกจำหน่ายในปีค.ศ. 1981
อีนาลาพริลสามารถดูดซึมจากทางเดินอาหารได้ประมาณร้อยละ 60 โดยอาหารไม่มีผลรบกวนการดูดซึม หลังจากดูดซึมแล้วจะถูกเปลี่ยนเป็นสารออกฤทธิ์ Enalaprilat ภายในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ระดับยาในเลือดจะสูงสุดที่ 4–6 ชั่วโมง และสามารถควบคุมความดันโลหิตได้นาน 12–24 ชั่วโมง จึงสามารถรับประทานวันละ 1–2 ครั้ง ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้
Enalaprilat ออกฤทธิ์โดยยับยั้งเอ็นไซม์เอซ (Angiotensin converting enzyme, ACE) ซึ่งมีหน้าที่เปลี่ยน Angiotensin I เป็น Angiotensin II ฮอร์โมนที่มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความดันโลหิต เอ็นไซม์เอซยังทำหน้าที่สลายสารแบรดีไคนิน (Bradykinin) ดังนั้นเมื่อถูกยับยั้ง ระดับแบรดีไคนินในเลือดจะเพิ่มขึ้น และเป็นสาเหตุของอาการไอแห้งซึ่งพบได้ในยากลุ่มนี้
การใช้ยาที่เหมาะสม
- ใช้คุมความดันในโรคความดันโลหิตสูง
อีนาลาพริลเหมาะสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีโรคหัวใจ และ/หรือ โรคเบาหวานร่วมด้วย เนื่องจากช่วยขยายหลอดเลือดส่วนปลาย เพิ่มเลือดไปเลี้ยงไต โดยไม่เพิ่มภาระต่อการทำงานของหัวใจ
ขนาดยาเริ่มต้นคือ 2.5 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง หรือ 5 มิลลิกรัม วันละครั้ง หลังอาหาร จากนั้นจึงปรับเพิ่มตามการตอบสนอง ขนาดยาที่ใช้ควบคุมความดันโลหิตโดยทั่วไปอยู่ที่ 10–40 มิลลิกรัมต่อวัน
ยาอีนาลาพริลมีรูปแบบยาฉีดคือ Enalaprilat ใช้ในกรณีที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวจากความดันโลหิตสูงมาก โดยให้ขนาด 1.25 มิลลิกรัม ฉีดเข้าเส้นเลือดดำช้า ๆ ภายใน 5 นาที และอาจให้ซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมง ทั้งนี้ต้องมั่นใจว่าผู้ป่วยไม่มีภาวะไตเสื่อมหรือโพแทสเซียมในเลือดสูง จึงทำให้รูปแบบฉีดมีโอกาสใช้น้อยในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ขนาดยาในเด็กเริ่มต้นที่ 0.08 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน (ไม่เกิน 5 มิลลิกรัมต่อวัน) แบ่งให้วันละ 1–2 ครั้ง และปรับเพิ่มทุก 2 สัปดาห์ได้สูงสุด 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน (ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อวัน) ไม่แนะนำให้ใช้ในเด็กแรกเกิดและผู้ที่มีค่า CrCl ต่ำกว่า 30 มิลลิลิตรต่อนาที
เนื่องจากยาอีนาลาพริลถูกขับออกทางไตเป็นหลัก ผู้ป่วยที่มีไตเสื่อมจำเป็นต้องปรับลดขนาดยา ตารางด้านล่างแสดงขนาดยาที่เหมาะสมตามระดับการทำงานของไต
| ระดับ CrCl (ml/min)
| รูปแบบยา | ขนาดยาเริ่มต้น (mg) | ขนาดสูงสุดต่อวัน (mg) |
| ≥ 30 | กิน | 5 | 40 |
| ฉีด | 1.25 (ซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมง) | 20 |
| < 30 | กิน | 2.5 | 40 |
| ฉีด | 0.625 (ซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมง) | 2.5 |
หากใช้ขนาดสูงสุดแล้วยังควบคุมความดันไม่ได้ แพทย์มักพิจารณาเพิ่มยาขับปัสสาวะ โดยเลือกกลุ่ม Thiazides ในผู้ป่วยที่ไตปกติ และกลุ่ม Loop diuretics ในผู้ป่วยที่ไตเสื่อม
- ใช้เพื่อป้องกันและรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว
การศึกษาขนาดใหญ่ในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวที่มี ejection fraction ≤ 35% พบว่าอีนาลาพริลสามารถชะลอการดำเนินโรค ลดการเข้ารักษาในโรงพยาบาล และลดอัตราการเสียชีวิตได้ เนื่องจากมีผลข้างเคียงน้อยกว่าแคปโตพริลและมีราคาถูก ยานี้จึงถูกเลือกใช้บ่อยในทางคลินิก
ขนาดยาเริ่มต้นคือ 2.5 มิลลิกรัม วันละ 1–2 ครั้ง และปรับเพิ่มทุก 2 สัปดาห์จนได้ขนาดที่ควบคุมอาการได้ โดยไม่ทำให้ไตทรุดลง ขนาดสูงสุดไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อวัน
ในกรณีที่ความดันโลหิตสูงมาก อาจเริ่มด้วยยาฉีดขนาด 1.25 มิลลิกรัม ซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ในภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน เช่น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
- ใช้เพื่อป้องกันภาวะไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
ในผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่มีความดันโลหิตสูง ใช้ขนาด 2.5–5 มิลลิกรัม วันละครั้ง โดยเฝ้าระวังภาวะความดันต่ำ ส่วนผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ใช้ขนาด 5–20 มิลลิกรัม วันละ 1–2 ครั้ง และควรตรวจการทำงานของไตและระดับโพแทสเซียมทุก 2–3 เดือน
- ใช้รักษาภาวะดื่มน้ำมากจากจิตใจ (Psychogenic polydipsia)
มีรายงานการศึกษาที่พบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับอีนาลาพริลขนาด 10 มิลลิกรัม เช้า–เย็น มีพฤติกรรมการดื่มน้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
ผลข้างเคียงของอีนาลาพริลคล้ายกับแคปโตพริล แต่อุบัติการณ์ต่ำกว่า อาการไอและภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อย Angioedema พบได้น้อยกว่า 1% ความผิดปกติของเม็ดเลือดต่ำกว่า 0.1% ภาวะตับวายพบได้น้อยมาก ส่วนภาวะไตทรุดพบประมาณ 1–10%
อาการไม่รุนแรงที่พบได้ ได้แก่ ผื่น ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ และการรับรสเปลี่ยนไป
ข้อห้ามในการใช้ยาอีนาลาพริล ได้แก่
- สตรีที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะมีความเสี่ยงที่ทารกจะพิการแต่กำเนิด
- ผู้ที่มีหลอดเลือดแดงที่ไตตีบทั้งสองข้าง หรือมีไตเพียงข้างเดียวและมีหลอดเลือดตีบ
- ผู้ที่มีทางออกของหัวใจอุดตัน เช่น Aortic valve stenosis หรือ hypertrophic obstructive cardiomyopathy
- ผู้ที่ไตเสื่อมค่อนข้างมาก (Serum Cr > 2.5 mg%, GFR < 60 ml/min/1.73 m2) หรือไตเสื่อมเร็ว (eGFR ลดลงมากกว่าร้อยละ 30 ภายใน 4 เดือน)
- ผู้ที่มีโพแทสเซียมในเลือดสูง > 5.5 มิลลิโมล/ลิตร
ปฏิกิริยาระหว่างยา
ไม่ควรใช้อีนาลาพริลร่วมกับ ARBs, ยาต้านเรนิน หรือยาต้านเอซตัวอื่น เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะโพแทสเซียมสูง และไม่ควรใช้ร่วมกับยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ซึ่งอาจทำให้ไตทรุดและลดฤทธิ์การควบคุมความดัน
ต้องระวังการใช้ร่วมกับยาที่เพิ่มระดับโพแทสเซียมในเลือด เช่น K-sparing diuretics, Heparin, Co-trimoxazole, Epoetin และอาหารเสริมโพแทสเซียม
Rifampicin ลดฤทธิ์ของอีนาลาพริล ส่วน Pregabalin เพิ่มระดับ Enalaprilat และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ Angioedema
ยากลุ่ม ACEIs อาจเพิ่มระดับลิเธียมในเลือด ทำให้เสี่ยงต่อพิษของลิเธียม
สรุป
อีนาลาพริลเป็นยาต้านเอซที่มีประสิทธิภาพสูง ราคาเข้าถึงง่าย และมีข้อมูลการศึกษาทางคลินิกสนับสนุนชัดเจน เหมาะสำหรับการรักษาความดันโลหิตสูง ภาวะหัวใจล้มเหลว และการป้องกันไตเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวาน การใช้ยาควรเริ่มในขนาดต่ำ ปรับเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป และติดตามการทำงานของไตและระดับโพแทสเซียมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและปลอดภัยต่อผู้ป่วย