กลุ่มยาไกลโคเปปไทด์ (Glycopeptides)

กลุ่มยาไกลโคเปปไทด์เป็นยาปฏิชีวนะที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกที่ดื้อยาหลายชนิด โดยเฉพาะเชื้อที่ดื้อต่อเบต้าแลคแทม ยาตัวแรกที่ถูกค้นพบคือ แวนโคมัยซิน (Vancomycin) ซึ่งแยกได้จากเชื้อ Streptomyces orientalis ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1950

ในระยะแรก แวนโคมัยซินถูกใช้จำกัดเนื่องจากความไม่บริสุทธิ์ของยาและผลข้างเคียงสูง แต่เมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้มีความบริสุทธิ์มากขึ้น ยาจึงกลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้ง โดยเฉพาะหลังการแพร่ระบาดของ MRSA (Methicillin-resistant Staphylococcus aureus)

ต่อมาได้มีการพัฒนายาไกลโคเปปไทด์รุ่นใหม่ เช่น Teicoplanin และอนุพันธ์กึ่งสังเคราะห์ ซึ่งมุ่งหวังให้มีฤทธิ์ยาวขึ้น ลดความเป็นพิษ และสะดวกต่อการใช้ในทางคลินิก

กลไกการออกฤทธิ์และการดื้อยา

ยาไกลโคเปปไทด์ออกฤทธิ์โดย ยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ของแบคทีเรีย ผ่านการจับกับปลาย D-alanyl-D-alanine (D-Ala-D-Ala) ของ peptidoglycan precursor ทำให้ไม่สามารถเกิดการ cross-linking ของผนังเซลล์ได้ ส่งผลให้แบคทีเรียสูญเสียความแข็งแรงของผนังเซลล์และตายในที่สุด

กลไกนี้แตกต่างจาก β-lactams อย่างชัดเจน และไม่อาศัย penicillin-binding proteins (PBPs) จึงทำให้ไกลโคเปปไทด์มีประสิทธิภาพต่อเชื้อที่ดื้อเพนิซิลลินและเซฟาโลสปอริน

กลไกการดื้อยา

การดื้อยาไกลโคเปปไทด์พบได้ไม่บ่อย แต่มีความสำคัญทางคลินิกสูง กลไกหลักได้แก่

  1. การเปลี่ยนโครงสร้างเป้าหมาย จาก D-Ala-D-Ala เป็น D-Ala-D-Lac หรือ D-Ala-D-Ser (พบใน VRE: Vancomycin-resistant Enterococci)
  2. การเพิ่มความหนาของผนังเซลล์ ทำให้ยาซึมเข้าสู่ตำแหน่งเป้าหมายได้ยาก
  3. การควบคุมการแสดงออกของยีน vanA, vanB เป็นต้น

คุณสมบัติและตัวอย่างยาในแต่ละรุ่น

กลุ่มยาไกลโคเปปไทด์มีขอบเขตการออกฤทธิ์เฉพาะ Gram-positive เท่านั้น (เช่น MRSA, Streptococcus, Enterococcus) ไม่มีฤทธิ์ต่อ Gram-negative

ข้อดี: มีประสิทธิภาพต่อเชื้อดื้อยา และไม่เกิด cross-resistance กับ β-lactams
ข้อเสีย: ต้องใช้ทางฉีด (ยกเว้น vancomycin oral) และต้องติดตามระดับยาในเลือด

ตัวอย่างยาในกลุ่ม

ยา รุ่น / สถานะ หมายเหตุ
Vancomycin รุ่นดั้งเดิม / ใช้ในปัจจุบัน ยาหลักสำหรับ MRSA และ C. difficile (oral)
Teicoplanin รุ่นพัฒนา / ใช้ในปัจจุบัน Half-life ยาวกว่า vancomycin, nephrotoxicity น้อยกว่า
Telavancin อนุพันธ์กึ่งสังเคราะห์ เพิ่มฤทธิ์ต่อ MRSA แต่มีพิษต่อไต
Dalbavancin, Oritavancin รุ่นใหม่มาก ออกฤทธิ์ยาว ใช้สัปดาห์ละครั้ง


การใช้ยาที่เหมาะสม

ข้อบ่งใช้หลัก

  1. การติดเชื้อ MRSA
  2. การติดเชื้อ Enterococcus (รวมถึงบางกรณีของ VRE)
  3. Sepsis จากเชื้อ Gram-positive ดื้อยา
  4. Pseudomembranous colitis จาก Clostridioides difficile

วิธีใช้และขนาดยาของ Vancomycin

ผู้ใหญ่

  • IV: 15–20 mg/kg ทุก 8–12 ชม. (ปรับตามระดับยาในเลือด)
  • Oral (C. difficile): 125 mg ทุก 6 ชม.

เด็ก

  • IV: 10–15 mg/kg ทุก 6–8 ชม.
  • Oral: ขนาดใกล้เคียงผู้ใหญ่ ปรับตามน้ำหนัก

สำคัญ: ควรติดตาม trough level (10–20 µg/mL) เพื่อประสิทธิภาพและลดพิษต่อไต

ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง

  • Nephrotoxicity โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับยา nephrotoxic อื่น
  • Red man syndrome จากการให้ยาเร็วเกินไป
  • Ototoxicity (พบได้น้อย)
  • Neutropenia เมื่อใช้ระยะยาว

ต้องระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วยโรคไต ผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องใช้ยาร่วมหลายชนิด

ปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug interactions)

  • เพิ่มความเสี่ยงต่อไตเมื่อใช้ร่วมกับ aminoglycosides, amphotericin B
  • ยาขับปัสสาวะบางชนิดเพิ่มความเสี่ยง ototoxicity
  • ยาที่มีผลต่อไตต้องปรับขนาดยาอย่างระมัดระวัง

สรุป

กลุ่มยาไกลโคเปปไทด์เป็นหนึ่งในเสาหลักของการรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกดื้อยา โดยเฉพาะ MRSA และ Enterococcus แม้จะมีข้อจำกัดด้านการใช้และความเป็นพิษ แต่ด้วยกลไกที่แตกต่างจากยากลุ่มอื่น ทำให้ยากลุ่มนี้ยังคงมีบทบาทสำคัญในเวชปฏิบัติปัจจุบัน การใช้ยาอย่างเหมาะสม ร่วมกับการติดตามระดับยาและการทำงานของไต จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียง