กลุ่มยาลินโคซาไมด์ (Lincosamides)

กลุ่มยาลินโคซาไมด์จัดเป็นกลุ่มยาปฏิชีวนะที่ค้นพบและแยกได้จากเชื้อจุลินทรีย์ Streptomyces lincolnensis ในช่วงปี ค.ศ. 1960 โดยยาที่เป็นตัวแทนแรกของกลุ่มคือ ลินโคไมซิน (Lincomycin) ต่อมามีการพัฒนาให้ดูดซึมได้ดีขึ้น ยับยั้งเชื้อได้แรงขึ้น และกระจายเข้ากระดูกและโพรงหนองได้ดีขึ้น จนได้เป็นยา คลินดามัยซิน (Clindamycin) มาใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียแกรมบวก และแบคทีเรียไม่ใช้ออกซิเจน (anaerobes)

กลไกการออกฤทธิ์และการดื้อยา

ยาลินโคซาไมด์ทำงานโดยยับยั้ง การสังเคราะห์โปรตีนของแบคทีเรีย ที่ระดับไรโบโซม โดยจับที่ตำแหน่งของ 23S rRNA ในหน่วยย่อย 50S ของไรโบโซม ส่งผลให้ไม่สามารถสร้างเปปไทด์โซ่เพิ่มขึ้น ซึ่งนำไปสู่การยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์แบคทีเรีย (bacteriostatic effect) ในเชื้อที่ไวต่อยา

กลไกการดื้อยา

  1. การดัดแปลงจุดยุทธศาสตร์ที่ตำแหน่งเป้าหมายบนไรโบโซม ทำให้ยาจับไม่ได้หรือจับได้ไม่ดี
  2. การสร้างเอนไซม์ที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของยา ทำให้ยาไม่มีฤทธิ์
  3. การเพิ่มระบบขับยาออกจากเซลล์ (efflux pumps)
  4. การลดการดูดซึมยาเข้าสู่เซลล์

คุณสมบัติและตัวอย่างยา

กลุ่มยาลินโคซาไมด์มีประสิทธิภาพต่อเชื้อแกรมบวกบางชนิด และ anaerobes สามารถใช้ทดแทนกลุ่มเพนิซิลลินในผู้ที่แพ้ยาเพนิซิลลิน อีกทั้งยังมี tissue penetration ดี โดยเฉพาะ bone และ abscess จึงเหมาะกับการติดเชื้อทางทันตกรรม

แต่ข้อจำกัดที่สำคัญคือ ไม่มีฤทธิ์ต่อเชื้อแกรมลบส่วนใหญ่ และปัญหาการดื้อยาข้ามกลุ่ม เพราะ Clindamycin มีตำแหน่งจับที่ 50S ribosomal subunit ตำแหน่งเดียวหรือใกล้เคียงกับกลุ่มยา macrolides และ streptogramin B ทำให้เชื้อที่ดื้อ macrolide จำนวนมาก → ดื้อ Clindamycin ไปด้วย จึงเป็นสองเหตุผลสำคัญที่ไม่มีการพัฒนายาในกลุ่มลินโคซาไมด์ต่อ

นอกจากนี้ Clindamycin เป็นยาที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อการเกิด C. difficile colitis หากใช้อย่างพร่ำเพรื่อเกินไป

ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่

ยา สถานะการใช้ ลักษณะ
ลินโคไมซิน (Lincomycin) เก่า / ใช้น้อย ยาต้นแบบของกลุ่ม แต่มีผลข้างเคียงมากกว่า clindamycin
คลินดามัยซิน (Clindamycin) ยังใช้ในปัจจุบัน ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในเชื้อไม่ใช้ออกซิเจนและการแพ้เพนิซิลลิน


การใช้ยาที่เหมาะสม

การติดเชื้อที่เหมาะสม

  1. การติดเชื้อทางช่องปากและฟัน
  2. การติดเชื้อกระดูกและข้อต่อ
  3. การติดเชื้อผิวหนังและโซนเนื้อเยื่ออ่อน
  4. การติดเชื้อทางเดินหายใจล่าง (เฉพาะกรณีที่สงสัย anaerobes)
  5. การติดเชื้อจาก anaerobes ในช่องท้องหรือระบบสืบพันธุ์

วิธีใช้และขนาดยา

ผู้ใหญ่

  • Clindamycin (ปาก): 150–300 mg ทุก 6–8 ชั่วโมง
  • Clindamycin (IV): 600–900 mg ทุก 8 ชั่วโมง

เด็ก

  • Clindamycin: 8–20 mg/kg/วัน แบ่งให้ทุก 6–8 ชั่วโมง

หมายเหตุ: ปรับขนาดยาตามอาการ, น้ำหนักตัว, การทำงานของตับ/ไต และชนิดการติดเชื้อ

ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง

ผลข้างเคียงที่พบบ่อย

  • ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน
  • ผื่นแพ้ บวม แดง คัน

ผลข้างเคียงที่สำคัญ

  • ภาวะลำไส้ใหญ่บวม (Pseudomembranous colitis) จากการเพิ่มขึ้นของ Clostridioides difficile
  • ตับอักเสบ
  • เกล็ดเลือดต่ำ, เม็ดเลือดขาวต่ำ

ข้อควรระวัง

  • ใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ที่มีประวัติภาวะลำไส้อักเสบเรื้อรัง
  • ติดตามการทำงานของตับและเม็ดเลือดเมื่อใช้ระยะยาว
  • ควรให้พร้อมอาหารเพื่อลดอาการทางเดินอาหาร

ปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug interactions)

  • การใช้ร่วมกับยาต้านจุลชีพอื่น อาจเพิ่มผลข้างเคียงทางเดินอาหาร
  • การใช้ร่วมกับยาที่มีผลต่อการทำงานของตับ อาจต้องลดขนาดยา
  • ยาลินโคซาไมด์อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดพิษจากยากลุ่ม neuromuscular blockers

สรุป

กลุ่มยาลินโคซาไมด์เป็นยาปฏิชีวนะที่มีบทบาทชัดเจนในการรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกและ anaerobes โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่แพ้เพนิซิลลินหรือมีการติดเชื้อเฉพาะที่ที่ยาในกลุ่มอื่นไม่ได้ผล Clindamycin เป็นตัวยาหลักที่ยังใช้ในปัจจุบัน ทั้งในรูปแบบรับประทานและฉีด อย่างไรก็ตาม ควรใช้อย่างระมัดระวังเนื่องจากผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารและความเสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้อซ้อน การเลือกใช้ต้องยึดหลักฐานว่ามีการติดเชื้อที่ยาครอบคุลมได้ชัดเจน และพิจารณาปัจจัยผู้ป่วยแต่ละรายอย่างรอบคอบ