ยามานิดิพีน (Manidipine)
ยามานิดิพีนเป็นยาปิดกั้นช่องแคลเซียม (calcium channel blocker) ที่พัฒนาขึ้นในประเทศญี่ปุ่นโดยบริษัททาเคดา ภายใต้ชื่อการค้า Madiplot® จัดเป็นยากลุ่ม DHP รุ่นใหม่ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “สายพันธุ์เอเชีย” ยานี้ไม่เป็นที่รู้จักมากนักในยุโรปและอเมริกา แต่ในประเทศไทยถือว่าใช้กันค่อนข้างแพร่หลาย
ประสิทธิภาพในการลดความดันโลหิตของยามานิดิพีนไม่แตกต่างจากยาแอมโลดิพีน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยพบว่ายามานิดิพีนมีอุบัติการณ์ของผลข้างเคียงต่ำกว่า โดยเฉพาะอาการขาบวมในผู้สูงอายุ[1] การรั่วของอัลบูมินออกมาในปัสสาวะ[2] และผลข้างเคียงทั่วไป เช่น ปวดศีรษะและหน้าแดง[3]
แม้ยามานิดิพีนจะมีระยะครึ่งชีวิตสั้นกว่าแอมโลดิพีน แต่ยาจะหลุดออกจากตัวรับแคลเซียมได้ช้ากว่า จึงเริ่มออกฤทธิ์ได้เร็ว ขณะเดียวกันยังสามารถควบคุมความดันโลหิตได้นานตลอด 24 ชั่วโมงด้วยการรับประทานเพียงวันละครั้งเช่นเดียวกัน ยานี้ถูกจัดอยู่ในบัญชี ข ของบัญชียาหลักแห่งชาติ แพทย์สามารถเลือกใช้ในผู้ป่วยที่ไม่ทนต่อผลข้างเคียงของยาแอมโลดิพีนได้
ที่มาและการออกฤทธิ์:
ยามานิดิพีนมีคุณสมบัติโดดเด่นคือสามารถปิดกั้นช่องแคลเซียมได้ทั้งชนิด L และชนิด T ซึ่งแตกต่างจากยาแอมโลดิพีนที่ออกฤทธิ์เฉพาะช่องแคลเซียมชนิด L เท่านั้น ช่องแคลเซียมชนิด T พบได้ที่หัวใจบริเวณ SA และ AV nodes รวมถึงหลอดเลือดแดงขาเข้าและขาออกของไต (afferent และ efferent renal arterioles) การปิดกั้นช่องแคลเซียมชนิดนี้จึงช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ และทำให้หลอดเลือดที่ไตขยายตัว เลือดไหลเข้าและออกจากไตได้สะดวกขึ้น ความดันในหลอดเลือดฝอยของไต (glomerular capillary pressure) ลดลง ส่งผลให้การสูญเสียอัลบูมินทางปัสสาวะลดลง[2] ทำให้ยานี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไต
ส่วนการปิดกั้นช่องแคลเซียมชนิด L ซึ่งพบที่เซลล์กล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือดแดงส่วนปลายและหลอดเลือดแดงโคโรนารี จะทำให้หลอดเลือดคลายตัว ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง และช่วยบรรเทาอาการแน่นอกขณะออกแรงในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
ยามานิดิพีนดูดซึมจากทางเดินอาหารได้น้อยกว่าแอมโลดิพีน จึงต้องใช้ในขนาดยาที่สูงกว่า ยาเริ่มออกฤทธิ์ลดความดันโลหิตภายใน 15–45 นาทีหลังรับประทาน ระดับยาในเลือดจะคงที่หลังรับประทานต่อเนื่องเพียง 2–3 วัน ทำให้สามารถปรับขนาดยาได้รวดเร็วกว่าแอมโลดิพีน ยาจับกับโปรตีนในเลือดสูงถึงประมาณ 99% ถูกเปลี่ยนแปลงที่ตับ โดยประมาณ 2 ใน 3 ถูกขับออกทางอุจจาระ และอีก 1 ใน 3 ขับออกทางไต ดังนั้นจึงควรระมัดระวังการใช้ในผู้ป่วยโรคตับและโรคไต เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการสะสมของยา
การใช้ยาที่เหมาะสม
- ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูงในผู้ใหญ่
ขนาดยามานิดิพีนที่ใช้ในผู้ใหญ่คือ 5–20 mg วันละครั้ง สามารถปรับขนาดยาครั้งละ 5 mg ได้ทุก 3 วัน ผู้สูงอายุควรเริ่มที่ขนาด 5 mg ส่วนผู้ใหญ่วัย 20–60 ปีที่มีความดันโลหิตค่อนข้างสูง สามารถเริ่มที่ 10 mg ได้
การหยุดยามานิดิพีนอย่างกะทันหันหลังใช้ต่อเนื่อง อาจทำให้ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นได้ ดังนั้นไม่ควรลืมรับประทานยา และหากจำเป็นต้องเปลี่ยนยา ควรค่อย ๆ ลดขนาดยามานิดิพีนลง พร้อมกับค่อย ๆ เริ่มยาตัวใหม่
ยังไม่มีการศึกษาการใช้ยามานิดิพีนในเด็ก ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจทำให้ระยะการตั้งครรภ์ยืดยาวออกไป และไม่ควรใช้ในหญิงให้นมบุตร เพราะยาสามารถขับออกทางน้ำนมและอาจทำให้ทารกเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ
- ใช้รักษาโรคหลอดเลือดหัวใจที่มีอาการแน่นอกเรื้อรัง (ใช้ร่วมกับยาอื่น)
เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะแน่นอกจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบแบบคงที่ (chronic stable angina) ซึ่งยังไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดหรือการขยายหลอดเลือด รวมถึงผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บอกจากหลอดเลือดหัวใจหดตัวเป็นพัก ๆ (vasospastic angina)
ขนาดยาที่ใช้คือ 10–20 mg วันละครั้ง
** ผู้ป่วยโรคตับไม่ควรใช้ยามานิดิพีนเกินวันละ 10 mg
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
- ผลข้างเคียงที่พบได้ 1-10% ได้แก่ ปวดศีรษะ วิงเวียน หน้าแดง ใจสั่น และอาการบวม
- ผลข้างเคียงที่พบได้ 0.1-1% ได้แก่ อาการอ่อนล้า หัวใจเต้นเร็ว เหนื่อย คลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก ปากแห้ง ผื่นผิวหนัง คัน เอ็นไซม์ตับเพิ่มสูงขึ้น การทำงานของไตลดลง เม็ดเลือดขาวต่ำ
- ผลข้างเคียงที่พบได้ < 0.01-0.1% ได้แก่ ง่วงซึม แน่นหน้าอก และปวดท้อง
- ผลข้างเคียงที่พบได้น้อยกว่า 0.01% ได้แก่ เหงือกบวม การเคลื่อนไหวผิดปกติ
โดยรวมพบว่าอุบัติการณ์ของผลข้างเคียงจากยามานิดิพีนต่ำกว่ายาแอมโลดิพีนประมาณ 10 เท่า
ปฏิกิริยาระหว่างยา
เนื่องจากยาถูกสลายที่ตับด้วยเอ็นไซม์ cytochrome P450 จึงอาจมีปฏิกิริยากับยาหลายชนิดเมื่อใช้ร่วมกัน
- ระดับยามานิดิพีนในเลือดจะลดลงเมื่อใช้ร่วมกับยา Rifampicin, Carbamazepine และ Phenytoin
- ระดับยามานิดิพีนในเลือดจะเพิ่มขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับยา Cimetidine และ Erythromycin
สรุป
ยามานิดิพีนเป็นยาปิดกั้นช่องแคลเซียมที่มีประสิทธิภาพในการลดความดันโลหิตเทียบเท่าแอมโลดิพีน แต่มีจุดเด่นด้านผลข้างเคียงที่พบน้อยกว่า โดยเฉพาะอาการขาบวมและการรั่วของอัลบูมินในปัสสาวะ กลไกการออกฤทธิ์ที่ครอบคลุมทั้งช่องแคลเซียมชนิด L และ T ทำให้ยานี้เหมาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีโรคไตร่วม หรือผู้ที่ไม่ทนต่อยาแอมโลดิพีน อย่างไรก็ตาม ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยโรคตับและโรคไต รวมถึงหลีกเลี่ยงการหยุดยาอย่างกะทันหัน เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด
บรรณานุกรม
- Payeras AC, et al. 2007. "Antihypertensive efficacy and safety of manidipine versus amlodipine in elderly subjects with isolated systolic hypertension: MAISH study." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Clin Drug Investig. 2007;27(9):623-32. (4 กุมภาพันธ์ 2569).
- Christian Ott, et al. 2012. "Effects of manidipine vs. amlodipine on intrarenal haemodynamics in patients with arterial hypertension." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา British Journal of Clinical Pharmacology (4 กุมภาพันธ์ 2569).
- Florent F Richy and Stephane Laurent. 2011. "Efficacy and safety profiles of manidipine compared with amlodipine: A meta-analysis of head-to-head trials." [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา Blood Press. 2011 Feb; 20(1): 54–59. (4 กุมภาพันธ์ 2569).