กลุ่มยาโมโนแบคแทม (Monobactams)
โมโนแบคแทม (Monobactams) เป็นกลุ่มยาปฏิชีวนะในตระกูลเบต้า-แลคแทม ที่มีโครงสร้างแตกต่างจากเพนิซิลลิน เซฟาโลสปอริน และคาร์บาพีเนม
โดยมีลักษณะเด่นคือมี วง β-lactam เพียงวงเดียว
และไม่มีวงแหวนที่ควบรวม (fused ring)
การพัฒนายากลุ่มนี้เริ่มขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970
จากความพยายามในการค้นหายาปฏิชีวนะที่สามารถออกฤทธิ์ต่อเชื้อแกรมลบได้ดี
มีความคงตัวต่อเอนไซม์ β-lactamase และมีอัตราการแพ้ข้ามกลุ่มกับเพนิซิลลินต่ำ
ยาโมโนแบคแทมตัวแรกที่นำมาใช้ทางคลินิกคือ aztreonam ซึ่งยังคงเป็นยาหลักและแทบจะเป็นยาตัวเดียวในกลุ่มนี้ที่ใช้อย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน
กลไกการออกฤทธิ์และการดื้อยา
โมโนแบคแทมออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ของแบคทีเรีย
ผ่านการจับกับ penicillin-binding proteins (PBPs) โดยเฉพาะ PBP-3 ของเชื้อแกรมลบ ส่งผลให้การแบ่งตัวของเซลล์แบคทีเรียผิดปกติ และนำไปสู่การตายของเซลล์
จัดเป็นยาฆ่าเชื้อแบบ bactericidal
aztreonam มีฤทธิ์จำเพาะต่อเชื้อแกรมลบแบบใช้ออกซิเจน
และไม่มีฤทธิ์ต่อเชื้อแกรมบวกหรือเชื้อไม่ใช้ออกซิเจน
กลไกการดื้อยา
- การสร้างเอนไซม์ β-lactamase บางชนิดที่สามารถทำลาย aztreonam ได้
- การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ PBP-3
- การลดการซึมผ่านของยาเข้าสู่เซลล์ (porin mutation)
- การเพิ่มการขับยาออกจากเซลล์ (efflux pump)
แม้ aztreonam จะทนต่อ β-lactamase หลายชนิด แต่สามารถถูกทำลายได้โดย ESBL และ carbapenemase บางกลุ่ม
คุณสมบัติและตัวอย่างยาในกลุ่มโมโนแบคแทม
Aztreonam เป็นยาหลักในกลุ่มโมโนแบคแทม มีฤทธิ์ครอบคลุมเชื้อแกรมลบแบบใช้ออกซิเจน เช่น Enterobacteriaceae และ Pseudomonas aeruginosa แต่ไม่ครอบคลุมเชื้อแกรมบวกและเชื้อไม่ใช้ออกซิเจน
คุณสมบัติเด่นที่สำคัญคือ อัตราการแพ้ข้ามกลุ่มกับเพนิซิลลินต่ำมาก จึงเป็นทางเลือกสำคัญในผู้ป่วยที่แพ้เพนิซิลลินหรือเซฟาโลสปอรินชนิดรุนแรง
ปัจจุบัน aztreonam มีเฉพาะรูปแบบยาฉีด (intravenous และ intramuscular)
สาเหตุที่ยากลุ่มนี้แทบไม่มีการพัฒนายาใหม่เพิ่มเติมในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาเนื่องจาก มีขอบเขตการออกฤทธิ์แคบ
ไม่มีรูปแบบรับประทาน
half-life ค่อนข้างสั้น ต้องฉีดบ่อย
(การพัฒนา oral monobactam ให้เสถียรและดูดซึมได้ดี ทำได้ยาก) นอกจากนี้ การพัฒนายา β-lactam/β-lactamase inhibitor รุ่นใหม่
ตัวอย่างเช่น
ceftazidime–avibactam,
meropenem–vaborbactam,
imipenem–relebactam
ให้ประสิทธิภาพสูงกว่า monobactam เดี่ยวอย่างชัดเจน
การใช้ยาที่เหมาะสม
- การติดเชื้อแกรมลบรุนแรงในผู้ป่วยที่แพ้เบต้า-แลคแทมชนิดอื่น
- ผู้ใหญ่: aztreonam 1–2 กรัม ทุก 8 ชั่วโมง ทางหลอดเลือดดำ
- เด็ก: 30–50 มก./กก./วัน แบ่งให้ทุก 6–8 ชั่วโมง
- การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างจากเชื้อแกรมลบ
- ผู้ใหญ่: 1–2 กรัม ทุก 8 ชั่วโมง
- เด็ก: 40–60 มก./กก./วัน แบ่งให้ 3–4 ครั้ง
- การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะจากเชื้อแกรมลบ
- ผู้ใหญ่: 0.5–1 กรัม ทุก 8–12 ชั่วโมง
- เด็ก: 20–30 มก./กก./วัน แบ่งให้ 2–3 ครั้ง
หมายเหตุ: ต้องปรับขนาดยาในผู้ป่วยไตเสื่อม
และควรใช้ตามผลเพาะเชื้อและความไวของเชื้อเป็นหลัก
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
- ระบบทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ ท้องเสีย
- อาการแพ้ เช่น ผื่น (พบได้น้อยมาก)
- ปวด บวม หรืออักเสบบริเวณที่ฉีดยา
- การเปลี่ยนแปลงของเอนไซม์ตับหรือเม็ดเลือด (พบไม่บ่อย)
เนื่องจากอัตราการแพ้ข้ามกลุ่มต่ำ aztreonam จึงถือว่าปลอดภัยในผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้เพนิซิลลินชนิดรุนแรง อย่างไรก็ตาม ควรเฝ้าระวังอาการแพ้ในทุกกรณี
ปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug interactions)
- การใช้ร่วมกับยาที่มีพิษต่อไต อาจเพิ่มความเสี่ยงไตเสื่อม
- อาจเสริมฤทธิ์ยาต้านการแข็งตัวของเลือดบางชนิด
- โดยทั่วไปมี drug interaction น้อยเมื่อเทียบกับ β-lactam กลุ่มอื่น
สรุป
โมโนแบคแทมเป็นกลุ่มยาปฏิชีวนะที่มีบทบาทเฉพาะทาง โดยเฉพาะ aztreonam ซึ่งมีฤทธิ์ต่อเชื้อแกรมลบแบบใช้ออกซิเจน และมีความปลอดภัยสูงในผู้ป่วยที่แพ้เพนิซิลลินหรือเซฟาโลสปอริน
แม้ขอบเขตการออกฤทธิ์จะจำกัด แต่เมื่อเลือกใช้ในข้อบ่งใช้ที่เหมาะสม
โมโนแบคแทมถือเป็นทางเลือกที่มีคุณค่าในการรักษาการติดเชื้อแกรมลบ ภายใต้หลักการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล