กลุ่มยาคลายกล้ามเนื้อ (Skeletal muscle relaxants)

ในร่างกายเรามีกล้ามเนื้อ 3 ชนิด คือ กล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac muscle), กล้ามเนื้อลาย (skeletal muscle) ซึ่งเรามักเรียกสั้น ๆ ว่า “กล้ามเนื้อ”, และกล้ามเนื้อเรียบ (smooth muscle) ซึ่งเป็นผนังชั้นในของกระเพาะ ลำไส้ และหลอดเลือด

กล้ามเนื้อหัวใจและกล้ามเนื้อเรียบเป็นกล้ามเนื้อที่ไม่สามารถสั่งการได้โดยตรง การทำงานถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ ในขณะที่กล้ามเนื้อลายเป็นกล้ามเนื้อที่เกาะติดกับกระดูกหรือผิวหนัง ทำหน้าที่ช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหว หยิบจับ และทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามการควบคุมของเรา เนื้อหาในหน้านี้จะกล่าวถึง “ยาคลายกล้ามเนื้อลาย” เท่านั้น

ยาคลายกล้ามเนื้อ (Skeletal muscle relaxants) เป็นกลุ่มยาที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาภาวะที่กล้ามเนื้อลายเกิดการหดเกร็ง ตึงแข็ง หรือทำงานผิดปกติ ยากลุ่มนี้ช่วยลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวด และช่วยให้การเคลื่อนไหวหรือการทำกายภาพบำบัดเป็นไปได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยาคลายกล้ามเนื้อไม่ได้มีฤทธิ์เหมือนกันทั้งหมด แต่สามารถแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มตามกลไกการออกฤทธิ์ ซึ่งส่งผลต่อการเลือกใช้ยา ข้อบ่งใช้ และข้อควรระวังที่แตกต่างกัน

พยาธิสภาพการหดตัวของกล้ามเนื้อ

โดยปกติกล้ามเนื้อของร่างกายจะมีความตึงตัวพื้นฐานในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้พร้อมเริ่มทำงานได้ทันที และมีช่วงความยาวของการหด–เหยียดที่จำกัด การหดตัวของกล้ามเนื้อสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะหลัก ได้แก่

A. Concentric contraction คือการหดตัวที่ทำให้กล้ามเนื้อมีความตึงเพิ่มขึ้นและความยาวของมัดกล้ามเนื้อลดลง ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนที่ของอวัยวะหรือวัตถุไปในทิศทางเดียวกับแรงหดตัวของกล้ามเนื้อ พยาธิสภาพของสมองหรือไขสันหลังหลายชนิดอาจทำให้กล้ามเนื้อบางมัดหดตัวค้างอยู่ตลอดเวลา เช่น ข้อศอกงอ ข้อมือบิดเข้าหาตัว หรือขาเหยียดตรง เมื่อเป็นนานเข้าจะเกิดการแข็งและผิดรูป จับงอหรือเหยียดได้ยาก ภาวะนี้เรียกว่า กล้ามเนื้อแข็งเกร็งผิดรูป (spasticity) ซึ่งยาคลายกล้ามเนื้อบางชนิดมีข้อบ่งใช้เฉพาะสำหรับพยาธิสภาพลักษณะนี้

B. Eccentric contraction คือการเพิ่มความตึงแต่ยืดความยาวของมัดกล้ามเนื้อ เพื่อรับน้ำหนักของวัตถุและเคลื่อนวัตถุไปในทิศตรงกันข้ามกับที่เส้นใยกล้ามเนื้อยึดเกาะ หากน้ำหนักของวัตถุมากกว่าแรงตึงตัวของกล้ามเนื้ออาจถ่วงให้กล้ามเนื้อยืดจนเลยช่วงความยาวปกติไป เช่นเวลาข้อเท้าพลิก น้ำหนักตัวเราเกินกว่ากล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ ที่ข้อเท้าจะทานไหว จึงเกิดอาการแพลง (sprain) ใยกล้ามเนื้ออาจยืดจนฉีกขาดบางส่วน แต่มักสมานได้เองเมื่อกล้ามเนื้อได้พักสักระยะหนึ่ง

C. Isometric contraction คือการเพิ่มความตึงแต่ความยาวของมัดกล้ามเนื้อคงที่ เหมือนการเกร็งค้างไว้ กล้ามเนื้อที่เกร็งตัวอยู่นาน เช่นเวลาเรายืนนาน ๆ หรือเราเกร็งตัวเพราะอากาศหนาว นานเข้าจะเกิดการหดเกร็งคล้ายตะคริว (spasm) และเจ็บปวดมาก การนวดให้คลายต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 20 นาที เพราะในระยะแรกจะหดเกร็งเข้ามาอีก ยาคลายกล้ามเนื้อส่วนใหญ่ระบุข้อบ่งใช้สำหรับพยาธิสภาพในลักษณะนี้ แต่ไม่มียาตัวใดออกฤทธิ์เร็วกว่าการนวด

เมื่อเราเคลื่อนไหว เคลื่อนที่ หรือทำงาน กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายจะทำงานผสมผสานกันใน 3 ลักษณะนี้ตลอดเวลา ดังนั้น หากมีความผิดปกติเกิดขึ้น พยาธิสภาพจึงอาจเป็นแบบผสมผสาน



กลไกการออกฤทธิ์ของยาคลายกล้ามเนื้อ

โดยทั่วไป ยาคลายกล้ามเนื้อแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักตามกลไกการออกฤทธิ์ ได้แก่

  1. กลุ่มที่ออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทส่วนกลาง (Centrally acting muscle relaxants) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ที่สมองและไขสันหลัง โดยลดการส่งผ่านสัญญาณประสาทหรือรีเฟล็กซ์ที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อหดตัว เป็นกลุ่มยาที่พบได้บ่อยและสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป
  2. ตัวอย่างยา: Orphenadrine, Tolperisone, Eperisone, Baclofen, Tizanidine, Methocarbamol, Cyclobenzaprine

    ข้อบ่งใช้

    • ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งหรือตึงเจ็บ (muscle spasm) จากการใช้งานมากเกินไป การบาดเจ็บ หรือการขาดเลือด
    • ภาวะกล้ามเนื้อหดแข็งผิดปกติ (spasticity) จากโรคทางสมองและไขสันหลัง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง, โรค Multiple sclerosis, หรือการบาดเจ็บไขสันหลัง
    • ใช้เป็นยาเสริมร่วมกับการพักกล้ามเนื้อ การทำกายภาพบำบัด และการรักษาสาเหตุหลัก

    ข้อควรระวัง

    • มักทำให้ง่วงนอน มึนงง สมาธิลดลง ควรหลีกเลี่ยงการขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักร
    • ฤทธิ์กดระบบประสาทอาจรุนแรงขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์หรือยากลุ่มกดประสาทอื่น
    • ยาบางชนิดมีฤทธิ์ต้านโคลิเนอร์จิก ทำให้ปากแห้ง ตาพร่า หรือปัสสาวะคั่ง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
    • ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น และควรใช้ในขนาดต่ำสุดที่ได้ผล

  3. กลุ่มที่ออกฤทธิ์ตรงรอยต่อระหว่างเส้นประสาทกับกล้ามเนื้อ (Neuromuscular blocking muscle relaxants) ยากลุ่มนี้ยับยั้งการส่งสัญญาณจากเส้นประสาทไปยังกล้ามเนื้อโดยตรง ทำให้กล้ามเนื้อลายไม่สามารถหดตัวได้ ส่งผลให้เกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อ แต่ไม่กระทบต่อความรู้สึกตัวหรือความเจ็บปวด จัดเป็นยาอันตราย ใช้เฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น
  4. ตัวอย่างยา: Succinylcholine, Rocuronium, Vecuronium, Atracurium, Cisatracurium

    ข้อบ่งใช้

    • ใช้ในงานวิสัญญีเพื่อช่วยใส่ท่อช่วยหายใจ
    • ใช้ระหว่างการผ่าตัดเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวอย่างสมบูรณ์
    • ใช้ในหอผู้ป่วยวิกฤตเพื่อควบคุมการหายใจร่วมกับเครื่องช่วยหายใจในบางกรณี

    ข้อควรระวัง

    • ต้องใช้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
    • ทำให้กล้ามเนื้อหายใจเป็นอัมพาต ผู้ป่วยจึงต้องได้รับการช่วยหายใจตลอดเวลาที่ยาออกฤทธิ์
    • ไม่มียาฤทธิ์ระงับปวดหรือทำให้หมดสติ จำเป็นต้องใช้ร่วมกับยาระงับความรู้สึก
    • ต้องระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหรือโรคระบบประสาท เช่น Myasthenia gravis

  5. กลุ่มที่ออกฤทธิ์ที่กล้ามเนื้อโดยตรง (Directly acting muscle relaxants) ออกฤทธิ์โดยลดการหลั่งหรือการทำงานของแคลเซียมภายในเซลล์กล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการหดตัวของกล้ามเนื้อ
  6. ตัวอย่างยา: Dantrolene

    ข้อบ่งใช้

    • รักษาภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งรุนแรงจากโรคทางระบบประสาทบางชนิด
    • รักษาภาวะ malignant hyperthermia ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากยาดมสลบ

    ข้อควรระวัง

    • อาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงอย่างชัดเจน ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
    • มีความเสี่ยงต่อพิษต่อตับ โดยเฉพาะเมื่อใช้ในขนาดสูงหรือใช้เป็นเวลานาน
    • ควรติดตามการทำงานของตับอย่างสม่ำเสมอ

ยาคลายกล้ามเนื้อกลุ่มที่ 2 และ 3 มักถูกรวมเรียกว่า ยาที่ออกฤทธิ์นอกระบบประสาทส่วนกลาง (Peripheral acting muscle relaxants)

ในบรรดายาคลายกล้ามเนื้อทั้งหมด กลุ่มที่ออกฤทธิ์ที่รอยต่อประสาทและกล้ามเนื้อเป็นกลุ่มที่เข้าใจกลไกการออกฤทธิ์ได้ชัดเจนที่สุด และถือเป็นยาที่มีความเสี่ยงสูง ใช้เฉพาะในห้องผ่าตัดหรือหอผู้ป่วยวิกฤตภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดเท่านั้น

ส่วนยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางมีความหลากหลายมากที่สุด หลายตัวยังไม่ทราบกลไกการออกฤทธิ์ที่แน่ชัด แต่เป็นกลุ่มที่นิยมใช้มาก เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นยารับประทาน ราคาไม่สูง และมักผลิตในรูปแบบยาผสมร่วมกับยาแก้ปวด

สรุป

ยาคลายกล้ามเนื้อเป็นกลุ่มยาที่มีความหลากหลายทั้งในด้านกลไกการออกฤทธิ์และการใช้งาน ตั้งแต่การบรรเทาอาการกล้ามเนื้อเกร็งในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการใช้เฉพาะทางในห้องผ่าตัดหรือภาวะฉุกเฉิน การเลือกใช้ยาคลายกล้ามเนื้อจึงต้องพิจารณาสาเหตุของอาการ ความรุนแรงของโรค รวมถึงผลข้างเคียงและข้อห้ามใช้ของยาแต่ละชนิดอย่างรอบคอบ การใช้ยาอย่างเหมาะสมร่วมกับการรักษาสาเหตุหลักและการฟื้นฟูสมรรถภาพ จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุดและลดความเสี่ยงจากอันตรายของยา