กลุ่มยาเซฟาโลสปอรินชนิดกิน (Oral Cephalosporins)
กลุ่มยาเซฟาโลสปอรินในระยะแรกถูกพัฒนาในรูปแบบยาฉีดเป็นหลัก
เนื่องจากโครงสร้างทางเคมีของยาในกลุ่มเบต้า-แลคแทมมีความไม่คงตัวในสภาพกรด
ทำให้การดูดซึมผ่านทางเดินอาหารต่ำ อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นในการรักษาผู้ป่วยนอก (outpatient) การลดระยะเวลานอนโรงพยาบาล และการเพิ่มความสะดวกในการใช้ยา
เป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดการพัฒนายาเซฟาโลสปอรินชนิดรับประทาน
ความท้าทายสำคัญในการพัฒนาเซฟาโลสปอรินชนิดรับประทาน
คือความไม่คงตัวของโครงสร้างวง β-lactam ในสภาวะกรดของกระเพาะอาหาร
ซึ่งอาจทำให้ยาเกิดการสลายตัวก่อนถูกดูดซึม การพัฒนา oral cephalosporins จึงอาศัยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีอย่างมีเป้าหมาย โดยยังคงกลไกการออกฤทธิ์เดิมไว้ ซึ่งปัจจุบันมี 4 วิธีคือ
1. การปรับหมู่ข้างที่ตำแหน่ง C-7 เพื่อเพิ่มความทนต่อกรด
ตำแหน่ง C-7 (7-acylamino side chain) เป็นตำแหน่งสำคัญที่มีผลต่อทั้งความเสถียรของยาและการจับกับ penicillin-binding proteins (PBPs)
การออกแบบหมู่ข้างให้มีลักษณะดึงอิเล็กตรอน (electron-withdrawing)
และมีความเทอะทะเชิงสเตอริก จะช่วยลดการถูกโจมตีของไฮโดรเจนไอออนในสภาวะกรด
ส่งผลให้วง β-lactam สลายตัวได้ยากขึ้น
ตัวอย่างเช่น cephalexin และ cefadroxil ซึ่งมีหมู่ D-phenylglycine ที่ช่วยเพิ่มความคงตัวต่อกรด ทำให้สามารถรับประทานและดูดซึมได้ดี
2. การลดการเกิด acid-catalyzed β-lactam hydrolysis
ในสภาพกรด วง β-lactam ของเซฟาโลสปอรินอาจเกิดการแตกตัวจากกระบวนการ acid-catalyzed hydrolysis การปรับโครงสร้างโมเลกุลให้มีความเสถียรมากขึ้น และลดการเข้าถึงของโปรตอนต่อวง β-lactam จะช่วยชะลอการสลายตัวของยาในกระเพาะอาหาร
3. การลด intramolecular rearrangement ของโครงสร้าง
เซฟาโลสปอรินบางชนิดสามารถเกิดการพับตัวของโมเลกุล
ทำให้เกิด intramolecular nucleophilic attack ต่อวง β-lactam
ซึ่งเร่งการสลายตัวในสภาวะกรด การปรับหมู่แทนที่ที่ตำแหน่ง C-3 และ C-7
เพื่อจำกัดความยืดหยุ่นของโครงสร้างช่วยลดกระบวนการดังกล่าว และเพิ่มความคงตัวของยา
4. การพัฒนาในรูปแบบ prodrug เพื่อเพิ่มการดูดซึม>
นอกจากความไม่ทนกรดแล้ว เซฟาโลสปอรินหลายชนิดยังมีปัญหาการดูดซึมต่ำ เนื่องจากมีหมู่ carboxylate ที่แตกตัวเป็นประจุ การพัฒนาเป็น prodrug โดยเปลี่ยนหมู่ดังกล่าวให้เป็น ester ช่วยเพิ่มความเป็นไขมัน (lipophilicity) ทำให้ยาผ่านเยื่อบุลำไส้ได้ดีขึ้น
หลังการดูดซึม prodrug จะถูกเอนไซม์ esterase ในร่างกายเปลี่ยนกลับเป็นยาที่ออกฤทธิ์ ตัวอย่างที่สำคัญ ได้แก่ cefuroxime axetil และ cefpodoxime proxetil
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เซฟาโลสปอรินทุกชนิดจะสามารถพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบรับประทานได้ เนื่องจากการเพิ่มความทนกรดอาจส่งผลต่อความสามารถในการจับ PBPs
หรือความไวต่อเอนไซม์ β-lactamase ยาหลายชนิดที่ใช้รักษาการติดเชื้อรุนแรง
เช่น cephalosporins รุ่นที่ 4 จึงยังคงจำกัดการใช้ในรูปแบบยาฉีด
ตัวอย่างยาเซฟาโลสปอรินชนิดกินตามรุ่น
รุ่นที่ 1
มีฤทธิ์เด่นต่อเชื้อแกรมบวก เช่น Streptococcus spp. และ Staphylococcus aureus (ที่ไม่ใช่ MRSA) เหมาะสำหรับการติดเชื้อผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อน
รุ่นที่ 2
- Cefuroxime axetil
- Cefaclor
ครอบคลุมเชื้อแกรมลบเพิ่มขึ้น เช่น Haemophilus influenzae และ Neisseria spp. จึงนิยมใช้ในโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ
รุ่นที่ 3
มีฤทธิ์ต่อเชื้อแกรมลบชัดเจนขึ้น แต่ฤทธิ์ต่อแกรมบวกด้อยลงเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน
การใช้ยาที่เหมาะสม
- การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่าง เช่น คออักเสบ ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ และปอดอักเสบชนิดไม่รุนแรง
- ผู้ใหญ่: cefuroxime axetil 250–500 มก. วันละ 2 ครั้ง
- เด็ก: 20–30 มก./กก./วัน แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง
- การติดเชื้อผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อน
- ผู้ใหญ่: cephalexin 500 มก. วันละ 3–4 ครั้ง
- เด็ก: 25–50 มก./กก./วัน แบ่งให้วันละ 3–4 ครั้ง
- การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่ไม่ซับซ้อน
- ผู้ใหญ่: cefixime 200 มก. วันละ 1–2 ครั้ง
- เด็ก: 8 มก./กก./วัน วันละครั้งหรือแบ่งให้ 2 ครั้ง
ข้อควรคำนึง: ควรเลือกใช้ยาตามชนิดเชื้อและความรุนแรงของโรค และพิจารณาปรับขนาดยาในผู้ป่วยที่มีภาวะไตเสื่อม
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
- ระบบทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย
- อาการแพ้ยา เช่น ผื่น ลมพิษ (พบ anaphylaxis ได้น้อย)
- ภาวะลำไส้อักเสบจาก Clostridioides difficile เมื่อใช้ยานาน
- ความผิดปกติของเม็ดเลือด เช่น leukopenia (พบไม่บ่อย)
ผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้เพนิซิลลินอย่างรุนแรงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
แม้อัตราการแพ้ข้ามกลุ่มจะต่ำ
ปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug interactions)
- ยาลดกรดหรือยาที่ลดกรดในกระเพาะอาหาร อาจลดการดูดซึมของ cefuroxime axetil
- การใช้ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด (เช่น warfarin)
อาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก
- โปรเบเนซิด (probenecid) อาจเพิ่มระดับยาเซฟาโลสปอรินในเลือด
สรุป
เซฟาโลสปอรินชนิดกินเป็นทางเลือกสำคัญในการรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียที่ไม่รุนแรงถึงปานกลาง โดยเฉพาะในผู้ป่วยนอก การพัฒนายาในรูปแบบรับประทานช่วยเพิ่มความสะดวก ลดภาระการนอนโรงพยาบาล และเอื้อต่อการรักษาแบบต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ยาควรอาศัยหลักการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล พิจารณาความเหมาะสมของข้อบ่งใช้ ขนาดยา และระยะเวลาการรักษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและลดปัญหาการดื้อยาในอนาคต