กลุ่มยาควิโนโลน (Quinolones)

ยาปฏิชีวนะกลุ่มควิโนโลน (Quinolones) เป็นกลุ่มยาสังเคราะห์ที่มีการพัฒนาขึ้นจากการค้นพบโดยบังเอิญในช่วงทศวรรษที่ 1960 โดย nalidixic acid ซึ่งเป็นควิโนโลนรุ่นแรก ถูกแยกได้ระหว่างกระบวนการสังเคราะห์ยาต้านมาลาเรีย ยาในระยะแรกมีขอบเขตการออกฤทธิ์จำกัด ส่วนใหญ่ใช้รักษาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะจากเชื้อแกรมลบ

ต่อมามีการพัฒนาโครงสร้างทางเคมีโดยการเติมอะตอมฟลูออรีนที่ตำแหน่ง C-6 ทำให้เกิดกลุ่ม fluoroquinolones ซึ่งมีฤทธิ์แรงขึ้น ขอบเขตการออกฤทธิ์กว้างขึ้น และสามารถใช้รักษาการติดเชื้อในระบบต่าง ๆ ของร่างกายได้มากขึ้น จึงทำให้ยากลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญในเวชปฏิบัติสมัยใหม่

อย่างไรก็ตาม US FDA ไม่แนะนำให้ใช้ยากลุ่ม Fluoroquinolone ในเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปี เพราะมีรายงานการกด epiphyseal plate ในสัตว์ทดลอง ซึ่งอาจมีผลต่อการเจริญเติบโตของข้อและกระดูกอ่อนในเด็ก

กลไกการออกฤทธิ์และการดื้อยา

ควิโนโลนออกฤทธิ์โดยการยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการจำลองและซ่อมแซม DNA ของแบคทีเรีย ได้แก่ DNA gyrase (topoisomerase II) และ topoisomerase IV การยับยั้งเอนไซม์เหล่านี้ทำให้เกิดการแตกหักของสาย DNA และนำไปสู่การตายของเซลล์แบคทีเรีย โดยฤทธิ์ของยากลุ่มนี้เป็นแบบ bactericidal

กลไกการดื้อยา

  1. การกลายพันธุ์ของตำแหน่งเป้าหมายในยีนที่ควบคุม DNA gyrase หรือ topoisomerase IV ทำให้ยาจับได้น้อยลง
  2. การลดการซึมผ่านของยา ผ่านการเปลี่ยนแปลง porin ของผนังเซลล์แบคทีเรียแกรมลบ
  3. การขับยาออกจากเซลล์ (efflux pump) ซึ่งพบได้ในเชื้อหลายชนิด
  4. plasmid-mediated resistance เช่น ยีน qnr ที่ป้องกันไม่ให้ยาจับกับเอนไซม์เป้าหมาย

คุณสมบัติและตัวอย่างยาในแต่ละรุ่น

  1. Quinolones รุ่นแรก (Non-fluorinated quinolones)
    • Nalidixic acid – ออกฤทธิ์จำกัดต่อเชื้อแกรมลบในทางเดินปัสสาวะ ปัจจุบันใช้น้อยมาก
  2. Fluoroquinolones รุ่นที่สอง
    • Norfloxacin – ใช้บ่อยสำหรับการติดเชื้อที่ไม่รุนแรงในทางเดินอาหาร ยานี้ดูดซึมได้เพียง 50% ส่วนใหญ่จึงยังออกฤทธิ์ในทางเดินอาหาร
    • Ofloxacin – ใช้บ่อยในการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่ไม่รุนแรง
    • Ciprofloxacin – เด่นต่อเชื้อแกรมลบ รวมถึง Pseudomonas aeruginosa
  3. Fluoroquinolones รุ่นที่สาม
    • Levofloxacin – ออกฤทธิ์ดีต่อเชื้อแกรมบวก โดยเฉพาะ Streptococcus pneumoniae และเชื้อ atypical
  4. Fluoroquinolones รุ่นที่สี่
    • Moxifloxacin – ครอบคลุมเชื้อแกรมบวก แกรมลบ เชื้อ atypical และเชื้อ anaerobes บางชนิด (แต่ไม่ครอบคลุม Pseudomonas)


การใช้ยาที่เหมาะสม

  1. การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTI)
    • ผู้ใหญ่: Ciprofloxacin 250–500 มก. วันละ 2 ครั้ง นาน 3–7 วัน
    • เด็ก: ใช้เฉพาะกรณีจำเป็น เช่น การติดเชื้อรุนแรงหรือเชื้อดื้อยา ขนาด 10–20 มก./กก./วัน แบ่งวันละ 2 ครั้ง
  2. การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง
    • ผู้ใหญ่: Levofloxacin 500–750 มก. วันละครั้ง นาน 5–7 วัน
    • เด็ก: พิจารณาเฉพาะกรณีจำเป็น ภายใต้ดุลยพินิจแพทย์
  3. การติดเชื้อในทางเดินอาหาร
    • ผู้ใหญ่: Norfloxacin 400 มก. หรือ Ofloxacin 200 มก. วันละ 2 ครั้ง นาน 3–5 วัน (เช่น shigellosis, traveler’s diarrhea)
  4. การติดเชื้อผิวหนัง กระดูก และข้อ
    • Levofloxacin หรือ Ciprofloxacin ขนาดขึ้นกับความรุนแรงและชนิดเชื้อ ระยะเวลา 7–14 วัน หรือมากกว่า

ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง

  • ระบบทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย
  • ระบบประสาท: เวียนศีรษะ นอนไม่หลับ สับสน ชัก (พบได้น้อย)
  • ระบบกล้ามเนื้อและเอ็น: เอ็นอักเสบ เอ็นฉีกขาด โดยเฉพาะ Achilles tendon
  • หัวใจ: ยืด QT interval (เด่นใน moxifloxacin)
  • ข้อควรระวังในเด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ใช้สเตียรอยด์ร่วม

ปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug interactions)

  • ยาลดกรดที่มี Al, Mg, Ca หรือ Fe ลดการดูดซึมของ quinolones
  • Warfarin – เพิ่มฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด
  • Theophylline – เพิ่มระดับยา เสี่ยงต่อพิษ
  • ยาที่ยืด QT interval – เพิ่มความเสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะ

สรุป

ยาปฏิชีวนะกลุ่มควิโนโลนและฟลูออโรควิโนโลนเป็นยาสังเคราะห์ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียอย่างมีประสิทธิภาพ และมีบทบาทสำคัญในการรักษาการติดเชื้อหลายระบบ ด้วยข้อดีด้านการดูดซึมที่ดีและขอบเขตการออกฤทธิ์กว้าง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงรุนแรงและการดื้อยา การใช้ยากลุ่มนี้จึงควรอยู่บนพื้นฐานของข้อบ่งใช้ที่เหมาะสม เลือกชนิดยาและขนาดยาที่ถูกต้อง และคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการใช้ยาในเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี