กลุ่มยาเตตร้าไซคลิน (Tetracyclines)

ยาเตตร้าไซคลิน (Tetracyclines) เป็นยาปฏิชีวนะกลุ่มหนึ่งที่ค้นพบและพัฒนามาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 โดยเป็นอนุพันธ์จากสารที่ผลิตโดยเชื้อ Streptomyces spp. ซึ่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียทั้งแกรมบวกและแกรมลบ ยาเตตร้าไซคลินเป็นหนึ่งในยาปฏิชีวนะชนิดแรกที่มีช่วงการออกฤทธิ์กว้าง (broad-spectrum) และถูกนำมาใช้รักษาการติดเชื้อหลายชนิด อาทิ อหิวาตกโรค ไทฟอยด์ และการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ โดยใช้กันอย่างแพร่หลายตั้งแต่ทศวรรษ 1950s จนเกิดปัญหาการดื้อยาในหลายสายพันธุ์เชื้อ จึงมีการสังเคราะห์อนุพันธ์ใหม่ที่มีคุณสมบัติทางเภสัชจลนศาสตร์และสเปกตรัมการออกฤทธิ์ที่ต่างกันออกไป (เช่น doxycycline และ minocycline) เพื่อแก้ปัญหาการดื้อยาและผลข้างเคียงบางชนิด

กลไกการออกฤทธิ์และการดื้อยา

ยาในกลุ่มเตตร้าไซคลินออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีนของแบคทีเรียโดยจับกับหน่วยย่อย 30S ของไรโบโซม ทำให้ไม่สามารถถอดรหัสหรือต่อสายโปรตีนได้ ส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียหยุดการเจริญเติบโต (bacteriostatic)

กลไกการดื้อยาที่พบบ่อย ได้แก่

  1. การขับยาออกจากเซลล์ผ่านระบบ efflux pumps ชนิดต่างๆ
  2. การเปลี่ยนโปรตีนที่ป้องกันไรโบโซมจากการจับของยา
  3. การลดการซึมผ่านของเยื่อหุ้มเซลล์ต่อยา
กลไกเหล่านี้มักถูกเข้ารหัสโดยยีนบนพลาสมิดซึ่งสามารถถ่ายทอดข้ามสายพันธุ์ได้ ทำให้ดื้อยากระจายอย่างรวดเร็วในประชากรแบคทีเรีย

คุณสมบัติและตัวอย่างยา

กลุ่มเตตร้าไซคลินมีโครงสร้างหลักแบบพื้นฐานร่วมกัน แต่แตกต่างกันตรงตำแหน่งของหมู่เคมีต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อคุณสมบัติทางเภสัชจลนศาสตร์ เช่น การดูดซึม การกระจายในเนื้อเยื่อ และการยึดกับโปรตีนในเลือด

  • Tetracycline: ยาต้นแบบแรกสุด ในรูปแบบรับประทาน ปัจจุบันแทบไม่มีใช้แล้ว เพราะการดื้อยาที่แพร่หลายและมียาอื่นที่ดีกว่า ในประเทศไทยยังพอมีใช้ในรูปขี้ผึ้งสำหรับทาแผลและป้ายตา
  • Doxycycline: อนุพันธ์ที่มีครึ่งชีวิตยาวกว่า, ดูดซึมดีกว่า, และสามารถใช้ในหลากหลายการติดเชื้อ
  • Minocycline: มีความสามารถเจาะเนื้อเยื่อได้ดี ใช้ในบางการติดเชื้อและสิวที่ดื้อยา
  • Oxytetracycline และ Chlortetracycline: ใช้น้อยลงหรือเลิกใช้ในมนุษย์ แต่อาจพบในการรักษาสัตว์หรือการเกษตร
  • Tigecycline: จัดอยู่ในกลุ่ม glycylcycline ซึ่งเป็นอนุพันธ์โครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับเตตร้าไซคลิน แต่ถูกออกแบบมาเพื่อต่อต้านแบคทีเรียดื้อยาหลายชนิด (multidrug-resistant)

เหตุผลที่มียาเตตร้าไซคลินรุ่นใหม่ไม่มากนักมาจากปัญหาการดื้อยาในวงกว้าง การพัฒนายาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงกว่า เช่น ยาในกลุ่ม macrolides, fluoroquinolones และยาต้านเชื้อดื้อยารุนแรงอื่นๆ ที่ตอบโจทย์ทางคลินิกได้ดีกว่า การพัฒนายาที่ลดผลข้างเคียงร้ายแรงและลดการดื้อยาจึงเป็นทิศทางหลักแทน



การใช้ยาที่เหมาะสม

ในทางคลินิกปัจจุบัน การใช้ยาในกลุ่มเตตร้าไซคลินจะเน้นไปที่อนุพันธ์กึ่งสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติทางเภสัชจลนศาสตร์ดีกว่า ได้แก่ doxycycline และ minocycline เนื่องจากดูดซึมได้ดี รับประทานวันละ 1–2 ครั้ง และมีประสิทธิภาพต่อเชื้อที่ยังไวต่อยา ขณะที่การใช้ tetracycline ชนิดรับประทานลดลงอย่างมาก และเหลือบทบาทเฉพาะในรูปยาทาภายนอก (tetracycline ointment) เท่านั้น

Doxycycline

  1. ปอดบวมจากเชื้อ Chlamydia pneumoniae หรือ Mycoplasma pneumoniae
    • ผู้ใหญ่: 100 มก. วันละ 2 ครั้ง ในวันแรก จากนั้น 100 มก./วัน
    • เด็ก ≥ 8 ปี: 2–4 มก./กก./วัน แบ่งให้วันละ 1–2 ครั้ง
  2. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
    • Chlamydia trachomatis: 100 มก. วันละ 2 ครั้ง นาน 7 วัน
    • ซิฟิลิส (ในผู้แพ้ penicillin): 100 มก. วันละ 2 ครั้ง นาน 14–28 วัน (ขึ้นกับระยะของโรค)
  3. โรคจากเชื้อ Rickettsia และ Zoonosis
    • ผู้ใหญ่: 100 มก. วันละ 2 ครั้ง อย่างน้อย 7 วัน หรือจนพ้นไข้ ≥ 48 ชั่วโมง
    • หมายเหตุ: เป็นยาหลักแม้ในเด็กในกรณีที่จำเป็น เนื่องจากประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง
  4. สิว (Acne vulgaris)
    • ขนาดยา: 100 มก./วัน หรือ 100 มก. วันเว้นวัน
    • ระยะเวลา: 8–12 สัปดาห์ ร่วมกับยาทาภายนอก
  5. การป้องกันมาลาเรีย
    • 100 มก./วัน เริ่มก่อนเดินทาง 1–2 วัน ต่อเนื่องระหว่างอยู่ในพื้นที่เสี่ยง และหลังออกจากพื้นที่อีก 4 สัปดาห์

Minocycline

  1. สิวระดับปานกลางถึงรุนแรง เนื่องจาก minocycline มีการกระจายเข้าสู่เนื้อเยื่อได้ดี รวมถึงผิวหนังและต่อมไขมัน จึงรักษาสิวที่รุนแรงได้ดีกว่า doxycycline
    • ขนาดยา: 50–100 มก. วันละ 1–2 ครั้ง
    • ระยะเวลา: 8–12 สัปดาห์
  2. การติดเชื้อจากเชื้อแกรมบวกบางชนิด
    • เช่น Staphylococcus aureus บางสายพันธุ์ (รวมถึง MRSA ที่ไวต่อยา)
    • ใช้เฉพาะกรณีที่มีผลความไวต่อยา (susceptibility) ชัดเจน

ข้อควรระวัง: Minocycline มีอุบัติการณ์ของผลข้างเคียงทางระบบประสาทส่วนกลางและ autoimmune reaction สูงกว่า doxycycline จึงไม่ใช่ first-line ในการติดเชื้อทั่วไป

Tetracycline ointment

  1. การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังและเยื่อบุตา เช่น Conjunctivitis จากเชื้อแบคทีเรีย, Blepharitis, แผลติดเชื้อเล็กน้อยที่ผิวหนัง
    • วิธีใช้: ทาบาง ๆ บริเวณที่ติดเชื้อ วันละ 2–4 ครั้ง
  2. สิว (แต้มเฉพาะที่)
    • อาจใช้ร่วมกับ benzoyl peroxide หรือ retinoid
    • ไม่ควรใช้เดี่ยวเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากเสี่ยงต่อการดื้อยา

หมายเหตุ: การใช้ tetracycline ointment ไม่เหมาะสำหรับการติดเชื้อรุนแรง และไม่ควรใช้แทนยากินหรือยาฉีดเมื่อมีข้อบ่งใช้ชัดเจน



ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง

กลุ่มยาเตตร้าไซคลินอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงหลายระบบ เช่น

  • ระบบทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย
  • กระดูกและฟัน: การสะสมในเนื้อเยื่อฟันและกระดูก โดยเฉพาะในเด็กและหญิงตั้งครรภ์ รวมทั้งหญิงที่ให้นมบุตร เพราะยาผ่านทางน้ำนมได้
  • ภาวะไวต่อแสงแดด (photosensitivity)
  • การเจริญเติบโตของแบคทีเรียดื้อยาหรือการติดเชื้อแทรกซ้อน

ข้อควรระวังสำคัญคือการหลีกเลี่ยงการใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 8 ปีและหญิงตั้งครรภ์ และควรติดตามการทำงานของตับและไตในผู้ป่วยที่มีภาวะผิดปกติ

ปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug interactions)

  • เกลือแคลเซียม แมกนีเซียม อะลูมิเนียม และธาตุเหล็ก จะจับกับยาและลดการดูดซึม จึงควรแยกเวลาการรับประทานออกจากกันอย่างน้อย 2–4 ชั่วโมง
  • ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ด: อาจลดประสิทธิภาพ จึงอาจพิจารณาการคุมกำเนิดเสริม
  • Warfarin: อาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการแข็งตัวของเลือด จึงควรติดตาม INR
  • Penicillins: อาจมีปฏิกิริยาต้านกันเนื่องจากกลไกการออกฤทธิ์ต่างกัน

สรุป

กลุ่มยาเตตร้าไซคลินเป็นยาปฏิชีวนะที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของการรักษาโรคติดเชื้อด้วยสเปกตรัมกว้าง แต่การดื้อยาทำให้ประสิทธิภาพลดลงมาก ปัจจุบันมีการใช้อนุพันธ์ที่มีเภสัชจลนศาสตร์ที่ดีกว่า เช่น doxycycline และ minocycline แทนยาดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ต้องขึ้นอยู่กับชนิดของการติดเชื้อ ช่วงอายุ และสถานะของผู้ป่วย โดยแนะนำให้ใช้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือแนวทางทางคลินิกเท่านั้น