ยาทิซานิดีน (Tizanidine)
ทิซานิดีนเป็นยาคลายกล้ามเนื้อที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง ใช้เพื่อลดอาการกล้ามเนื้อเกร็ง (spasticity) และกล้ามเนื้อหดเกร็งผิดปกติ ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยที่มีโรคหรือความผิดปกติของระบบประสาท ยานี้มีลักษณะเด่นคือออกฤทธิ์ค่อนข้างสั้นและสามารถปรับขนาดยาได้ยืดหยุ่น จึงถูกนำมาใช้ในเวชปฏิบัติอย่างแพร่หลาย
ที่มาและการออกฤทธิ์:
ทิซานิดีนได้รับการพัฒนาในช่วงทศวรรษที่ 1980 โดยมีโครงสร้างทางเคมีที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอิมิดาโซล (imidazoline) ในระยะแรกมีการศึกษาในฐานะยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทอัตโนมัติ ต่อมาพบว่ายานี้มีฤทธิ์เด่นในการลดการส่งสัญญาณกระตุ้นจากระบบประสาทส่วนกลางไปยังกล้ามเนื้อ จึงมีการพัฒนาและนำมาใช้รักษาภาวะกล้ามเนื้อเกร็งจากโรคทางระบบประสาท และได้รับการรับรองในหลายประเทศ รวมถึงการใช้อย่างแพร่หลายในเวชศาสตร์ฟื้นฟู
ทิซานิดีนเป็นยาที่ออกฤทธิ์เป็น agonist ของตัวรับ α2-adrenergic receptor ในระบบประสาทส่วนกลาง โดยเฉพาะที่ระดับไขสันหลัง
เมื่อยาจับกับตัวรับดังกล่าว จะยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาทชนิดกระตุ้น เช่น กลูตาเมต (glutamate) และแอสพาร์เทต (aspartate) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นรีเฟล็กซ์ของกล้ามเนื้อ ผลลัพธ์คือการลดการส่งสัญญาณประสาทที่ทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวและอาการเกร็งลดลง
การใช้ยาที่เหมาะสม
- ใช้คลายกล้ามเนื้อที่แข็งเกร็งตลอดเวลา (spasticity) จากโรคทางสมองหรือไขสันหลัง
เป็นข้อบ่งใช้หลักของทิซานิดีน เช่น ภาวะกล้ามเนื้อเกร็งจากโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis), การบาดเจ็บของไขสันหลัง, โรคทางสมอง หรือโรคทางระบบประสาทอื่น ๆ
ขนาดยาตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป: เริ่มต้นที่ 2 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง (มักรับประทานก่อนนอน) จากนั้นสามารถปรับเพิ่มครั้งละ 2–4 มิลลิกรัม ทุก 3–7 วัน ตามการตอบสนองของผู้ป่วย แบ่งรับประทานวันละ 2–3 ครั้ง โดยควรรับประทานก่อนอาหารหรือในช่วงท้องว่าง ขนาดยาสูงสุดโดยทั่วไปไม่เกิน 36 มิลลิกรัมต่อวัน และขนาดยาสูงสุดต่อครั้งไม่เกิน 12 มิลลิกรัม
ยังไม่แนะนำให้ใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี
- ใช้บรรเทาอาการปวดเกร็งจากกล้ามเนื้อ (muscle spasm)
ทิซานิดีนอาจใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการกล้ามเนื้อเกร็ง หรือปวดเกร็งจากความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น ปวดคอ ปวดหลัง หรือภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งเฉียบพลัน
ขนาดยา: เริ่มต้นขนาดต่ำ เช่น 2–4 มิลลิกรัม วันละ 1–3 ครั้ง และปรับขนาดยาตามอาการ โดยใช้ในระยะสั้น
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
ผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ ง่วงซึม เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ปากแห้ง และความดันโลหิตต่ำ โดยเฉพาะเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถจากท่านั่งหรือท่านอนเป็นท่ายืน
ผลข้างเคียงที่ควรระวัง
- หัวใจเต้นช้า
- สับสน หรือมีอาการทางจิตประสาท โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
- ค่าการทำงานของตับผิดปกติ
การใช้ยาในขนาดสูงเกินไปอาจทำให้เกิดการกดระบบประสาท เช่น ซึมมาก ความดันโลหิตต่ำรุนแรง หัวใจเต้นช้า หรือหมดสติ
ข้อควรระวัง:
- ไม่ควรหยุดยาอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ยาต่อเนื่องเป็นเวลานาน เนื่องจากอาจเกิดอาการถอนยา เช่น ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว หรือกล้ามเนื้อเกร็งเพิ่มขึ้น ควรลดขนาดยาทีละน้อยตามคำแนะนำของแพทย์
- ผู้ป่วยโรคตับควรใช้ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากทิซานิดีนถูกเมตาบอไลซ์ที่ตับ แนะนำให้ตรวจค่าการทำงานของตับเป็นระยะ และหลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ป่วยที่มีโรคตับรุนแรง
ปฏิกิริยาระหว่างยา Tizanidine กับยาอื่น ๆ
- ยาในกลุ่มยับยั้งเอนไซม์ CYP1A2 เช่น ciprofloxacin, fluvoxamine อาจเพิ่มระดับทิซานิดีนในเลือดอย่างมาก ทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำและง่วงซึมรุนแรง จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกัน
- แอลกอฮอล์ และยากดประสาทส่วนกลาง เช่น ยานอนหลับหรือยาคลายกังวล อาจเสริมฤทธิ์ง่วงซึมและการกดระบบประสาท
- ยาลดความดันโลหิต อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตต่ำ
สรุป
ทิซานิดีนเป็นยาคลายกล้ามเนื้อที่มีประสิทธิภาพในการรักษาภาวะกล้ามเนื้อเกร็ง โดยออกฤทธิ์ผ่านตัวรับ α2-adrenergic receptor ที่ระดับระบบประสาทส่วนกลาง ยามีข้อดีคือออกฤทธิ์สั้นและสามารถปรับขนาดยาได้ยืดหยุ่น อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะในด้านผลข้างเคียง การทำงานของตับ และปฏิกิริยาระหว่างยา การใช้ทิซานิดีนอย่างเหมาะสมภายใต้การดูแลของแพทย์ จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุดและลดความเสี่ยงจากอันตรายของยา