ยาวาลซาร์ทาน (Valsartan)
วาลซาร์ทานเป็นยารุ่นแรกของกลุ่มยาต้านตัวรับแองจิโอเทนซินที่ได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถในการจับกับตัวรับ AT1 ได้แน่นขึ้น ออกฤทธิ์ได้นานขึ้น และมีช่วงกว้างของขนาดยามากขึ้น กล่าวคือสามารถปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับความรุนแรงของโรคได้สะดวก โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนยา หรือเพิ่มยาลดความดันชนิดใหม่หากยังควบคุมความดันไม่ได้ นอกจากนี้ วาลซาร์ทานยังมีข้อมูลการศึกษาที่ชัดเจนในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว โดยเฉพาะภายหลังเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน พบว่าสามารถใช้ร่วมกับยาหัวใจกลุ่มอื่นได้อย่างปลอดภัย และช่วยลดอัตราตายจากภาวะหัวใจล้มเหลวได้
ที่มาและการออกฤทธิ์:
ยาวาลซาร์ทานถูกพัฒนาต่อมาจากยาโลซาร์ทาน โดยตัดวงแหวน imidazole ออก เหลือโครงสร้างหลักเป็น acylated amino acid ส่งผลให้ยาออกฤทธิ์ได้นานขึ้น และมีการขับออกทางไตมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การดูดซึมของยาจะลดลงประมาณร้อยละ 50 เมื่อรับประทานพร้อมอาหาร จึงแนะนำให้รับประทานยาขณะท้องว่าง หรืออย่างน้อยควรรับประทานในลักษณะเดียวกันทุกวัน
แม้การดูดซึมจะลดลงจากอาหาร แต่วาลซาร์ทานสามารถจับกับตัวรับ AT1 ได้แน่นกว่ายารุ่นก่อน จึงยังคงมีประสิทธิภาพในการลดความดันโลหิตได้ดี อีกทั้งช่วงขนาดยาที่กว้างทำให้ปรับการรักษาได้ยืดหยุ่น จึงเป็นยาที่ได้รับความนิยมเหนือยากลุ่มเดียวกันซึ่งออกสู่ตลาดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เช่น Candesartan และ Irbesartan
ต่อมาเมื่อมีรายงานการศึกษาเปรียบเทียบผลการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวของวาลซาร์ทานกับยาต้านเอซรุ่นแรก ๆ พบว่าให้ผลไม่แตกต่างกัน จึงยิ่งทำให้แพทย์โรคหัวใจนิยมใช้วาลซาร์ทานในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว หรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะดังกล่าวมากขึ้น ปัจจุบันวาลซาร์ทานยังถูกพัฒนาเป็นยาสูตรผสมกับยาขับปัสสาวะ และ/หรือ ยาปิดกั้นช่องแคลเซียม เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้รักษาร่วมกันในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง
การใช้ยาที่เหมาะสม
- ใช้ลดความดันโลหิตในโรคความดันโลหิตสูง
วาลซาร์ทานได้รับอนุมัติให้ใช้ควบคุมความดันโลหิตในผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป เนื่องจากในเด็กอายุน้อยกว่านี้ ระบบต่าง ๆ ของร่างกายยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ และภาวะความดันโลหิตสูงมักมีสาเหตุจำเพาะที่ควรได้รับการแก้ไขโดยตรง
ขนาดยาที่ใช้ในผู้ใหญ่คือ 40–320 mg วันละครั้ง ส่วนในเด็กใช้ขนาด 1.3–2.7 mg/kg/วัน โดยควรเริ่มจากขนาดต่ำก่อน และปรับเพิ่มทุก 2–4 สัปดาห์หากยังควบคุมความดันไม่ได้ ยาสามารถรับประทานก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ แต่ควรรับประทานในช่วงเวลาและลักษณะเดียวกันทุกวัน เพื่อให้การดูดซึมสม่ำเสมอ
- ใช้รักษาภาวะหัวใจล้มเหลวจากกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (ร่วมกับยาอื่น)
หลังเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ผู้ป่วยจำนวนมากจะมีภาวะหัวใจล้มเหลว ยาหลายกลุ่มจึงถูกนำมาใช้ตั้งแต่ช่วงที่ยังนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล เพื่อช่วยลดอัตราตายและลดความเสี่ยงของการเกิดหัวใจล้มเหลวเรื้อรังในระยะยาว วาลซาร์ทานเป็นยาตัวเดียวในกลุ่มยาต้านตัวรับแองจิโอเทนซินที่ได้รับการรับรองให้ใช้ในภาวะนี้
แนวทางการใช้คือเริ่มให้ขนาด 20 mg วันละ 2 ครั้ง ภายใน 12–24 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ ร่วมกับยามาตรฐานอื่น เช่น แอสไพริน ยาต้านตัวรับเบตา และยาสลายลิ่มเลือด หลังจาก 1 สัปดาห์จึงปรับเป็น 40 mg วันละ 2 ครั้ง โดยต้องเฝ้าระวังไม่ให้ความดันโลหิตตัวบนต่ำกว่า 100 mmHg จากนั้นจึงค่อย ๆ ปรับขนาดเพิ่มทุก 2–4 สัปดาห์ตามความเหมาะสม ขนาดยาสูงสุดคือ 160 mg วันละ 2 ครั้ง
- ใช้รักษาภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง (ร่วมกับยาอื่น)
ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวเรื้อรังที่ยังมีอาการหอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้ แม้จะจำกัดน้ำและใช้ยาขับปัสสาวะอย่างเหมาะสมแล้ว อาจจำเป็นต้องใช้ยากลุ่มอื่นร่วมด้วย เช่น ยาปิดกั้นช่องแคลเซียม หรือยาต้านเอซ ในกลุ่มยาต้านตัวรับแองจิโอเทนซิน มีเพียงวาลซาร์ทานและ Candesartan เท่านั้นที่ได้รับอนุมัติให้ใช้รักษาภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรังร่วมกับยากลุ่มอื่น
ขนาดยาเริ่มต้นคือ 20 mg วันละ 1–2 ครั้ง หากความดันโลหิตไม่ลดลงมาก สามารถปรับเป็น 40 mg วันละ 1–2 ครั้ง และอาจเพิ่มได้สูงสุดถึง 160 mg วันละ 1–2 ครั้งตามการตอบสนองของผู้ป่วย
ผลข้างเคียง พิษของยา และข้อควรระวัง
ยาวาลซาร์ทานห้ามใช้ในผู้ป่วยต่อไปนี้
- สตรีมีครรภ์ (เนื่องจากอาจทำให้ทารกพิการแต่กำเนิด)
- สตรีที่อยู่ในระยะให้นมบุตร
- ผู้ที่มีภาวะเส้นเลือดแดงที่ไตตีบทั้งสองข้าง หรือข้างเดียวในรายที่มีไตเพียงข้างเดียว
- ผู้ที่มีภาวะทางออกของหัวใจอุดตัน เช่น Aortic valve stenosis, Subaortic stenosis หรือ hypertrophic obstructive cardiomyopathy
- ผู้ที่มีไตเสื่อมค่อนข้างมาก (Serum Cr > 2.5 mg%) หรือไตเสื่อมเร็ว (eGFR ลดลงมากกว่าร้อยละ 30 ภายใน 4 เดือน)
- ผู้ที่มีระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงมากกว่า 5.5 มิลลิโมล/ลิตร
หากหลีกเลี่ยงการใช้ยาในผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว วาลซาร์ทานจัดเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง ผลข้างเคียงอื่นพบไม่บ่อย ได้แก่ ผื่นคัน อาการบวมแบบ Angioedema (บวมบริเวณใบหน้า หนังตา ปาก คอหอย และกล่องเสียง) ตับอักเสบ เกร็ดเลือดต่ำ และเม็ดเลือดขาวต่ำ
ปฏิกิริยาระหว่างยา
ปฏิกิริยาระหว่างยาวาลซาร์ทานกับยากลุ่มอื่นพบไม่มาก แต่ควรระวังการใช้ร่วมกับยาที่เพิ่มระดับโพแทสเซียมในเลือด เช่น ยาขับปัสสาวะกลุ่ม K-sparings, ยาต้านเอซ, ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs), ยาเฮพารินทุกชนิด, ยา Co-trimoxazole, ยา Epoetin รวมถึงเครื่องดื่มหรืออาหารเสริมที่มีโพแทสเซียม
ในผู้สูงอายุ การใช้วาลซาร์ทานร่วมกับยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด (รวมทั้งแอสไพรินและยาต้านค็อกส์ทู) อาจเสริมฤทธิ์กันจนทำให้การทำงานของไตแย่ลงได้
วาลซาร์ทานสามารถเพิ่มระดับยาลิเธียมในเลือด เนื่องจากลดการขับลิเธียมออกทางไต ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดพิษของลิเธียม
สรุป
วาลซาร์ทานเป็นยาต้านตัวรับแองจิโอเทนซินที่มีประสิทธิภาพสูง ออกฤทธิ์ได้นาน และมีช่วงขนาดยากว้าง เหมาะสำหรับใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง รวมถึงภาวะหัวใจล้มเหลวทั้งระยะเฉียบพลันและเรื้อรัง โดยเฉพาะในผู้ป่วยหลังกล้ามเนื้อหัวใจตาย หากคัดกรองข้อห้ามใช้และเฝ้าระวังปฏิกิริยาระหว่างยาอย่างเหมาะสม วาลซาร์ทานถือเป็นยาที่มีความปลอดภัยและมีบทบาทสำคัญในเวชปฏิบัติด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด