ปรุงและทานอย่างมีความรับผิดชอบอย่างไร
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่อง “ความรับผิดชอบ” (Responsibility) ได้แทรกซึมเข้าสู่แทบทุกสาขาวิชาชีพอย่างชัดเจน
ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์ที่เน้นการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (Responsible Prescribing) การท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบ (Responsible Tourism)
หรือการลงทุนที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (Responsible Investment)
แนวคิดนี้กำลังขยายมาสู่สิ่งใกล้ตัวที่สุดอย่าง “อาหาร” เพราะการทำอาหารและการรับประทานอาหาร ไม่ได้ส่งผลเพียงต่อสุขภาพของผู้กินเท่านั้น
แต่ยังเชื่อมโยงกับระบบเกษตรกรรม การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ปริมาณขยะอาหาร การปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงความมั่นคงทางอาหารของสังคมโดยรวม
Responsible Cooking & Eating คือการปรุงและรับประทานอาหารอย่างมีสติและมีความรับผิดชอบ โดยใส่ใจผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจชุมชน และสังคมส่วนรวม
หลัก Responsible Cooking สำหรับร้านอาหารและแม่บ้าน
1. เลือกวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ
การทำอาหารเริ่มต้นตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ วัตถุดิบที่ดีควรสดใหม่ ปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง หาได้ง่ายในท้องถิ่น และมาจากกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- เลือกของสดใหม่
- เลือกผลผลิตตามฤดูกาล
- เลือกวัตถุดิบในท้องถิ่น
- สนับสนุนเกษตรกรรายย่อย
- ลด food miles หรือระยะทางขนส่งอาหาร
2. ทำอาหารอย่างคุ้มค่า ลดขยะให้มากที่สุด
เศษอาหารเป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญของโลก หลักสำคัญคือ ใช้ให้ครบ ใช้ให้คุ้ม ใช้ให้หมด
- ผักใบแก่ต้มน้ำซุป
- ก้านผักนำไปผัด
- กระดูกนำไปเคี่ยว
- ผลไม้สุกมากทำสมูทตี้หรือแยม
- วางแผนซื้ออาหารเท่าที่จำเป็น
3. ปรุงโดยยึดหลักโภชนาการมากกว่าความถูกปาก
อาหารที่ดีควรมีคุณค่าทางโภชนาการ ไม่ใช่เน้นรสชาติอย่างเดียว ควรเพิ่มเมนูจากพืช เพราะดีต่อสุขภาพและใช้ทรัพยากรโลกน้อยกว่าเนื้อสัตว์
- เพิ่มผัก สมุนไพร และธัญพืช
- ลดอาหารทอด
- ลดน้ำตาล ผงชูรส
- ลดโซเดียม
- ลดไขมันอิ่มตัว ไขมันจากสัตว์
หลักง่าย ๆ คือใน 1 มื้อ ไม่ควรใช้เกิน 1 ใน 3 ของปริมาณสูงสุดที่ควรได้รับต่อวัน เช่น
- น้ำตาล ไม่เกิน 8 ช้อนชา/วัน
- ผงชูรส ไม่เกิน 3 ช้อนชา/วัน
- โซเดียม ไม่เกิน 2,000 มก./วัน ซึ่งเท่ากับ
- เกลือ: ไม่เกิน 1 ช้อนชา/วัน หรือ
- น้ำปลา / ซีอิ๊วขาว / ซอสปรุงรส / ซอสถั่วเหลือง: ไม่เกิน 3-4 ช้อนชา/วัน หรือ
- ซอสหอยนางรม: ไม่เกิน 3 ช้อนโต๊ะ/วัน
- น้ำมัน: ไม่เกิน 6 ช้อนชา/วัน
ดังนั้น อาหารหนึ่งมื้อ ไม่ควร “ใช้เต็มเพดาน” ของทั้งวัน
4. ทำในปริมาณพอเหมาะ ไม่เหลือค้าง
การทำอาหารเกินความต้องการทำให้เกิด food waste และเพิ่มความเสี่ยงจากอาหารค้างเก็บ ควรทำเท่าที่ขายหมดหรือกินหมดในแต่ละวัน
- ลดขยะอาหาร
- ลดค่าใช้จ่าย
- ลดการปนเปื้อน
- ลดการเก็บอาหารค้างในตู้เย็น
5. จัดอาหารถวายพระอย่างสมดุล
อาหารชุดถวายพระควรครบหมู่ ไม่เน้นแต่ของหวาน ของมัน หรือของทอดมากเกินไป เพื่อช่วยลดภาระโรคเรื้อรังในพระสงฆ์ ควรมี:
- คาร์โบไฮเดรต
- โปรตีน
- ผัก
- ผลไม้
- น้ำเปล่า
นี่ถือเป็นมิติหนึ่งของ “การทำบุญอย่างรับผิดชอบ”
หลัก Responsible Eating สำหรับผู้บริโภคทั่วไป
1. ซื้อและกินในปริมาณพอดี
หลักสำคัญคือ น้อยไปดีกว่าทิ้ง มากไปให้รีบปัน การกินพอดีช่วยลดขยะอาหารและลดการใช้ทรัพยากรเกินจำเป็น
2. ให้พืชเป็นอาหารหลักอย่างน้อย 70%
อาหารจากพืชใช้ทรัพยากรในการผลิตต่ำกว่าอาหารจากสัตว์ ทั้งน้ำ พื้นที่ และพลังงาน รวมถึงปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า
- ผัก
- ผลไม้
- ถั่ว
- เต้าหู้
- ธัญพืช
3. อาหารปรุงเสร็จไม่ปรุงเพิ่ม
ควรยึดหลัก ชิมก่อนปรุง เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับน้ำตาลและโซเดียมเกินจำเป็น
4. จำกัดอาหารแปรรูปและอาหารปิ้งย่าง
อาหารแปรรูปและอาหารไหม้เกรียมอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรังและโรคมะเร็ง
- ไส้กรอก
- กุนเชียง
- หมูยอ
- หมูปิ้ง
- ไก่ย่างไหม้เกรียม
5. เคารพห่วงโซ่อาหารและแรงงานเบื้องหลัง
อาหารหนึ่งจานเกิดจากแรงงานของคนจำนวนมาก ตั้งแต่เกษตรกรจนถึงผู้ปรุง การไม่สั่งเกินจำเป็นและไม่ทิ้งอาหารคือการให้เกียรติคนเหล่านั้น
6. แบ่งปันเมื่อมีเกิน
หากมีอาหารเหลือที่ยังปลอดภัย ควรแบ่งปันแก่ผู้อื่นก่อนหมดอายุ
ถือเป็นความรับผิดชอบทางสังคมที่ทำได้ง่ายที่สุด
สรุป
อาหารไม่ใช่แค่เรื่องของความอร่อยหรือความอิ่มอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของสุขภาพ ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของโลก
การปรุงอาหารอย่างรับผิดชอบ คือการเคารพวัตถุดิบ
การกินอย่างรับผิดชอบ คือการเคารพร่างกายและโลก
การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ อาจเริ่มต้นจากสิ่งเล็กที่สุดในแต่ละวัน
จากครัวของเรา และจากจานตรงหน้าของเราเอง