ทำไมไม่ควรตรวจคัดกรองมะเร็งด้วย Tumor Markers ในคนทั่วไป
หลายคนเชื่อว่าการตรวจเลือดหา Tumor markers เช่น CEA, CA19-9, CA125 หรือ AFP
สามารถช่วยค้นหามะเร็งได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในผู้ที่ตรวจสุขภาพประจำปี หรือมีสิทธิ์ประกันสุขภาพครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด
แต่ในความเป็นจริง แนวทางเวชศาสตร์เชิงประจักษ์ (Evidence-based medicine) ไม่สนับสนุนให้ใช้ tumor markers
เป็นเครื่องมือคัดกรองมะเร็งในประชากรทั่วไป
1. Tumor markers มี specificity ต่ำเกินไป
Specificity คือความสามารถของการตรวจในการยืนยันว่า “คนที่ไม่มีโรค” เป็นลบได้ถูกต้อง
หาก specificity ไม่สูงพอ จะเกิดผลบวกลวง (false positive) จำนวนมาก
- CEA สูงได้จากสูบบุหรี่ ตับอักเสบ ลำไส้อักเสบ
- CA19-9 สูงได้จากนิ่วในท่อน้ำดี ตับอ่อนอักเสบ
- CA125 สูงได้จากประจำเดือน เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ตั้งครรภ์
- AFP สูงได้จากตับแข็ง ตับอักเสบเรื้อรัง
2. ทำไม specificity 95% ยังมี false positive เยอะ?
สมมติว่าตรวจคนทั้งหมด 10,000 คน และมีความชุกมะเร็ง 1%
- มีมะเร็งจริง = 100 คน
- ไม่มีมะเร็ง = 9,900 คน
ถ้า sensitivity = 50% หมายความว่า
ในกลุ่มคนที่มีโรค: ครึ่งหนึ่งจะตรวจพบ (True Positive) อีกครึ่งหนึ่งตรวจไม่พบ ซึ่งเป็นผลลบลวง (False Negative)
ถ้า specificity = 95% หมายความว่า
ในกลุ่มคนที่ไม่มีโรค: 95% จะตรวจไม่พบ (True Negative) แต่อีก 5% จะตรวจพบ ซึ่งเป็นผลบวกที่ผิดพลาด (False Positive)
False positive = 9,900 × 0.05 = 495 คน
นี่คือเหตุผลที่แม้ specificity จะดูสูง แต่เพราะ “ฐานคนปกติ” มีจำนวนมากๆๆๆ จึงเกิด false positive จำนวนมากตามไปด้วย
หากคิดเปอร์เซ็นต์ของผลบวกที่ถูกต้อง (Positive Predictive Value) จะมีเพียง 50 / (50+495) = 9.2%
ส่วนอีก 90.8% ที่ตรวจเจอผลบวก ตกใจไปแล้ว!!
3. ผลบวกลวงนำไปสู่ cascade of harm
เมื่อผล tumor marker ผิดปกติ มักนำไปสู่การตรวจเพิ่มเติม เช่น
- CT scan
- MRI
- Ultrasound
- Endoscopy
- Colonoscopy
- Biopsy
แม้สุดท้ายอาจพบว่าไม่ได้เป็นมะเร็งเลย
4. ไม่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ
เป้าหมายของ screening คือ “ลด mortality” ไม่ใช่เพียงแค่ตรวจเจอเร็ว
ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชัดว่าการตรวจ tumor markers ในคนทั่วไปช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งได้จริง
นี่ยังไม่รวมค่าตรวจแต่ละตัวหลักพันขึ้นไป หากตรวจ 5 อวัยวะ ก็ราคา 8,000-10,000 บาท หากเป็นผลบวกลวง (ซึ่งเป็นไปได้มาก) ยังต้องเสียค่าตรวจเพิ่มเติมข้างต้นอีกหลายหมื่นบาท!
5. แม้เบิกได้หรือมีประกัน ก็ยังไม่ cost-effective
หลายคนคิดว่า “ตรวจฟรีก็ตรวจไปเถอะ”
แต่ในระบบสุขภาพจริง ทุกการตรวจใช้ทรัพยากร ได้แก่
- เจ้าหน้าที่เจาะเลือด
- น้ำยาตรวจ
- เครื่องมือห้องปฏิบัติการ
- แพทย์แปลผล
- ระบบติดตามผล
นี่คือทรัพยากรที่ควรใช้กับผู้ที่มีข้อบ่งชี้จริง
แนวทางคัดกรองมะเร็งที่ถูกต้อง
1. ประเมินปัจจัยเสี่ยง
- ประวัติครอบครัว
- พฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มหนัก
- โรคประจำตัว เช่น ตับแข็ง HBV
2. ประเมินอาการสำคัญ
- น้ำหนักลดผิดปกติ
- ซีด
- เลือดออกผิดปกติ
- คลำก้อนได้
- ถ่ายดำหรือถ่ายเป็นเลือด
3. ตรวจคัดกรองตามมาตรฐาน
| อวัยวะ |
วิธีคัดกรอง |
เริ่มเมื่อไร |
หมายเหตุ |
| เต้านม |
Mammogram |
40–50 ปี |
เร็วกว่านี้ถ้ามีความเสี่ยงสูง |
| ปากมดลูก |
Pap smear / HPV test |
21–25 ปี |
ลด mortality ได้ชัดเจน |
| ลำไส้ใหญ่ |
FIT / Colonoscopy |
45 ปี |
gold standard คือ colonoscopy |
| ปอด |
Low-dose CT |
50–80 ปี |
เฉพาะกลุ่มเสี่ยง |
| ตับ |
Ultrasound ± AFP |
ทุก 6 เดือน |
เฉพาะ cirrhosis / HBV |
| ต่อมลูกหมาก |
PSA |
ประมาณ 50 ปี |
shared decision |
| รังไข่ |
ไม่มี routine screening |
- |
ยกเว้นกลุ่มพันธุกรรมเสี่ยง |
| ตับอ่อน |
ไม่มี routine screening |
- |
เฉพาะ hereditary syndromes |
สรุป
Tumor markers เหมาะสำหรับการติดตามผลการรักษา การเฝ้าระวังการกลับเป็นซ้ำ และช่วยประกอบการวินิจฉัยในผู้ที่มีอาการหรือมีความเสี่ยงเฉพาะ
แต่ไม่เหมาะสำหรับการตรวจสุขภาพประจำปีแบบหว่านแห เพราะมี specificity ต่ำ เกิด false positive สูง และไม่คุ้มค่าทั้งในระดับบุคคลและระบบสุขภาพ
จำไว้เสมอว่า:
“ตรวจได้” ไม่ได้แปลว่า “ควรตรวจ”