น้ำตาลเฉลี่ย (HbA1c) จำเป็นต้องตรวจไหมในการตรวจสุขภาพครั้งแรก?
ปัจจุบัน โรงพยาบาลหลายแห่งบรรจุการตรวจ HbA1c (Hemoglobin A1c) ไว้ในแพ็กเกจตรวจสุขภาพ แม้ว่าผู้รับบริการจะไม่เคยตรวจสุขภาพมาก่อนและไม่มีอาการของโรคเบาหวาน ทำให้หลายคนเข้าใจว่า HbA1c เป็นการตรวจที่ทุกคนควรได้รับตั้งแต่ครั้งแรก
ความจริงแล้ว สำหรับคนส่วนใหญ่ที่ไม่เคยตรวจสุขภาพมาก่อน การตรวจ HbA1c ยังไม่จำเป็นเสมอไป การตรวจน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (Fasting Blood Sugar; FBS) ซึ่งเป็นการตรวจมาตรฐาน มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ได้ผลรวดเร็วกว่า และเพียงพอสำหรับการคัดกรองโรคเบาหวานในคนส่วนใหญ่
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงบางกลุ่มอาจได้รับประโยชน์จากการตรวจ HbA1c ตั้งแต่ครั้งแรก เพราะหากพบความผิดปกติจะไม่ต้องกลับมาเจาะเลือดซ้ำ
ทำไม FBS จึงเหมาะสำหรับการตรวจสุขภาพครั้งแรก?
FBS เป็นการวัดระดับน้ำตาลหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง มีข้อดีหลายประการ ได้แก่
- เป็นการตรวจมาตรฐานที่ใช้ทั่วโลก
- มีราคาถูกกว่า HbA1c
- ทราบผลได้รวดเร็ว
- สะท้อนระดับน้ำตาลจริงในเช้าวันที่ตรวจ
- ตรวจพบระดับน้ำตาลที่สูงขึ้นในช่วงสั้น ๆ (Recent High Blood Sugar)
- สามารถตรวจพบภาวะ Dawn Phenomenon ได้
หากค่า FBS อยู่ในเกณฑ์ปกติและไม่มีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โอกาสที่จะเป็นโรคเบาหวานในขณะนั้นก็ถือว่าค่อนข้างต่ำ จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องตรวจ HbA1c ในทุกคน
HbA1c มีข้อดีอย่างไร?
HbA1c เป็นการวัดระดับน้ำตาลเฉลี่ยย้อนหลังประมาณ 2–3 เดือน จึงเหมาะสำหรับการประเมินการควบคุมระดับน้ำตาลในระยะยาว
ข้อดี ได้แก่
- ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร
- ไม่ขึ้นกับอาหารมื้อก่อนตรวจ
- สะท้อนระดับน้ำตาลเฉลี่ยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
- เหมาะสำหรับติดตามผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวาน
อย่างไรก็ตาม HbA1c ก็มีข้อจำกัด คือ
- มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า FBS
- ไม่บอกระดับน้ำตาล ณ วันที่ตรวจ
- ไม่สามารถตรวจพบภาวะ Dawn Phenomenon ได้
- อาจให้ค่าต่ำกว่าความเป็นจริงในผู้ที่มีภาวะโลหิตจางหรือโรคเม็ดเลือดแดงบางชนิด
ใครบ้างที่ควรตรวจ HbA1c ตั้งแต่การตรวจสุขภาพครั้งแรก?
แม้ว่าคนทั่วไปอาจยังไม่จำเป็น แต่ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงต่อโรคเบาหวานควรพิจารณาตรวจ HbA1c พร้อมกับ FBS ตั้งแต่ครั้งแรก เพื่อช่วยลดโอกาสต้องกลับมาเจาะเลือดซ้ำ หากผล FBS อยู่ในช่วงผิดปกติ
- ผู้ชาย
ผู้ชายมีแนวโน้มเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ตั้งแต่อายุน้อยกว่าผู้หญิง เนื่องจากมีไขมันสะสมในช่องท้องมากกว่า
- ผู้ที่อ้วนลงพุง
- รอบเอวเกินเกณฑ์มาตรฐาน
- BMI ≥ 25 กก./ตร.ม. (สำหรับคนเอเชีย)
- มีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง
เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของภาวะดื้อต่ออินซูลินและโรคเบาหวาน
- ผู้ที่ดื่มเบียร์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
เบียร์ให้พลังงานสูง และมักดื่มร่วมกับอาหารไขมันสูง ทำให้น้ำหนักเพิ่มและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน
- ผู้ที่ชอบรับประทานของหวานหรือเครื่องดื่มหวานเป็นประจำ
เช่น น้ำอัดลม ชานมไข่มุก กาแฟหวาน หรือขนมหวานต่าง ๆ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานในระยะยาว
- ผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นโรคเบาหวาน
ได้แก่ บิดา มารดา หรือพี่น้องร่วมบิดามารดา ซึ่งมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานสูงกว่าประชากรทั่วไปอย่างชัดเจน
- ผู้ที่อายุเกิน 50 ปี
เนื่องจากร่างกายเริ่มเสื่อมตามธรรมชาติ ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้น้อยลง และเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ประกอบกับมวลกล้ามเนื้อที่ลดลง ระบบการเผาผลาญทำงานช้าลง รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการสะสมของไขมันในร่างกาย
แล้วการตรวจสุขภาพครั้งต่อ ๆ ไปล่ะ?
กรณีนี้แตกต่างจากการตรวจครั้งแรก
หากการตรวจครั้งก่อนพบว่า FBS หรือ HbA1c อยู่ในช่วง ภาวะก่อนเบาหวาน (Pre-diabetes) แพทย์มักนัดติดตามเป็นระยะเพื่อประเมินว่าการควบคุมอาหาร การลดน้ำหนัก และการออกกำลังกายสามารถทำให้ระดับน้ำตาลกลับเข้าสู่เกณฑ์ปกติได้หรือไม่
ในสถานการณ์นี้ HbA1c ควรรวมอยู่ในแพ็กเกจตรวจสุขภาพหรือโปรแกรมติดตามผล เพราะสามารถสะท้อนระดับน้ำตาลเฉลี่ยในช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา และช่วยประเมินประสิทธิผลของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ดีกว่าการดูค่า FBS เพียงครั้งเดียว
สรุป
การตรวจ HbA1c เป็นการตรวจที่มีคุณค่า แต่ ไม่จำเป็นสำหรับทุกคนในการตรวจสุขภาพครั้งแรก ผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงสามารถเริ่มต้นด้วย FBS ซึ่งเป็นการตรวจมาตรฐาน มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า และเพียงพอสำหรับการคัดกรองโรคเบาหวาน